เทียบคะแนนแต่ละข้อสอบกับระดับ CEFR อ่านตารางอย่างไรให้ถูกและใช้วางเป้าหมาย

ผู้บริหารชายผมสีเทาถือรายงานผลสอบสองแผ่นเปรียบเทียบกันในห้องประชุม

“ได้ TOEIC 750 คะแนน ถ้าจะสมัครเรียนต่อ ต้องสอบ IELTS ให้ได้เท่าไร?”

คำถามนี้เกิดขึ้นได้บ่อยทั้งกับผู้สมัครงาน คนวางแผนเรียนต่อ และฝ่าย HR ที่ต้องอ่านผลสอบภาษาอังกฤษหลายประเภท แต่คำตอบไม่สามารถหาได้จากการนำคะแนน TOEIC ไปแปลงเป็น IELTS ด้วยสูตรเดียว

The reason is... ข้อสอบภาษาอังกฤษแต่ละประเภทวัดทักษะไม่เหมือนกัน เช่น TOEIC Listening and Reading ประเมินการฟังและอ่าน ขณะที่ IELTS ประเมินครบทั้งฟัง อ่าน เขียน และพูด

วิธีที่รอบคอบกว่าคือ เทียบคะแนนสอบภาษาอังกฤษผ่านกรอบ CEFR โดยใช้ตารางอ้างอิงจากผู้จัดสอบแต่ละราย แล้วตรวจสอบอีกครั้งว่าผู้รับคะแนนต้องการข้อสอบประเภทใดและมีเกณฑ์ขั้นต่ำรายทักษะหรือไม่

ตัวอย่าง TOEIC 750 คะแนนจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าผู้สอบจะได้ IELTS Band ใด เพราะไม่ทราบคะแนน Listening และ Reading แยกกัน และยังไม่มีผลประเมิน Writing กับ Speaking

บทความนี้รวบรวมข้อมูลอ้างอิงจาก IELTS, ETS และหน่วยงานจัดสอบที่เกี่ยวข้อง พร้อมอธิบายวิธีอ่านตารางอย่างถูกต้อง เพื่อใช้วางเป้าหมายภาษาอังกฤษโดยไม่เข้าใจว่าคะแนนต่างข้อสอบสามารถใช้แทนกันได้โดยอัตโนมัติ

Select the topic you want to read. show

CEFR คืออะไร

CEFR ย่อมาจาก Common European Framework of Reference for Languages เป็นกรอบอ้างอิงความสามารถทางภาษาที่พัฒนาโดย Council of Europe

กรอบนี้ช่วยอธิบายว่าผู้เรียนสามารถใช้ภาษาเพื่อสื่อสารหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ในระดับใด โดยไม่ได้ผูกกับข้อสอบภาษาอังกฤษเพียงประเภทเดียว

6 ระดับ A1 ถึง C2

CEFR แบ่งความสามารถออกเป็นหกระดับ ตั้งแต่ A1 ถึง C2

level ภาพรวมความสามารถ
A1 ใช้คำและประโยคง่าย ๆ เพื่อสื่อสารเรื่องใกล้ตัว
A2 เข้าใจและสื่อสารเรื่องประจำวันที่คุ้นเคยได้
B1 รับมือกับสถานการณ์ทั่วไปและอธิบายประสบการณ์ได้
B2 เข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนขึ้น และสื่อสารความคิดเห็นได้ค่อนข้างคล่อง
C1 ใช้ภาษาได้ยืดหยุ่นในบริบทวิชาการและการทำงานที่ซับซ้อน
C2 เข้าใจและสื่อสารเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรมชาติ

ระดับเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงคะแนนหรือใบประกาศ แต่เป็นคำอธิบายความสามารถที่ผู้เรียนควรแสดงออกได้จริง

คำอธิบายแบบ “ทำอะไรได้” ของแต่ละระดับ

ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนระดับ A2 อาจสามารถถามเส้นทางหรืออธิบายกิจวัตรประจำวันด้วยประโยคง่าย ๆ ได้

ผู้เรียนระดับ B1 อาจเล่าประสบการณ์ แสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่คุ้นเคย และทำความเข้าใจข้อความทั่วไปที่ใช้ภาษาชัดเจนได้

ส่วนผู้เรียนระดับ B2 มักสามารถติดตามการอภิปรายที่มีเหตุผลซับซ้อนขึ้น อ่านข้อความที่มีรายละเอียด และสื่อสารความคิดเห็นพร้อมคำอธิบายสนับสนุนได้

สำหรับ C1 ผู้เรียนควรสามารถจัดการข้อความยาวที่มีความซับซ้อน และใช้ภาษาเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการหรือวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม คนคนเดียวอาจมีความสามารถต่างกันในแต่ละทักษะ เช่น อ่านระดับ B2 แต่พูดระดับ B1

จึงไม่ควรสรุปความสามารถทุกด้านจากคะแนนรวมเพียงค่าเดียว

ทำไมเทียบคะแนนข้ามข้อสอบตรง ๆ ไม่ได้

แม้จะมีตารางเทียบคะแนนภาษาอังกฤษเผยแพร่อยู่มาก แต่การอ่านตารางโดยไม่เข้าใจที่มาอาจทำให้ตั้งเป้าหมายผิด

ทักษะที่วัดไม่เท่ากัน

IELTS Academic และ TOEFL iBT ประเมินภาษาอังกฤษสี่ทักษะ แต่มีลักษณะงานและระบบคะแนนของตนเอง

TOEIC Listening and Reading วัดเพียงสองทักษะ ขณะที่ TOEFL ITP Level 1 มาตรฐานประเมิน Listening Comprehension, Structure and Written Expression และ Reading Comprehension

ดังนั้น แม้ผลสอบสองประเภทจะสัมพันธ์กับ CEFR ระดับเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้สอบมีความสามารถทุกทักษะเท่ากัน

โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเพื่อสัมภาษณ์ ทำงาน หรือเรียนในห้องเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ควรประเมินทักษะพูดและเขียนเพิ่มเติมหากข้อสอบเดิมไม่ได้วัด

ผู้จัดสอบแต่ละรายทำตารางอ้างอิงเอง

การเชื่อมคะแนนกับ CEFR อาศัยการศึกษาหรือกระบวนการกำหนดมาตรฐานของผู้จัดสอบ

แต่ละรายจึงอาจเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบต่างกัน เช่น ช่วงคะแนนโดยประมาณ ค่าขั้นต่ำของแต่ละทักษะ หรือคำอธิบายความสัมพันธ์กับระดับ CEFR

ตาราง CEFR ไม่ใช่เครื่องแปลงคะแนนสากลที่ใช้สูตรเดียวกันได้กับทุกข้อสอบ

ตัวอย่างเช่น IELTS แสดงช่วง Band ที่สัมพันธ์กับระดับ CEFR ขณะที่ ETS เผยแพร่ค่าขั้นต่ำแยก Listening และ Reading สำหรับ TOEIC

วิธีอ่านจึงต้องยึดรูปแบบข้อมูลที่ผู้จัดสอบระบุ ไม่ใช่นำตัวเลขมารวมเอง

ตารางจากเว็บติวทั่วไปคลาดเคลื่อนได้

เว็บไซต์บางแห่งนำคะแนนหลายข้อสอบมาเรียงในตารางเดียว แล้วใช้คำว่า “เทียบเท่า” โดยไม่ได้อธิบายข้อจำกัด

ปัญหาที่อาจพบ ได้แก่ การใช้คะแนน TOEFL iBT สเกลเก่าแทนสเกลใหม่ การนำคะแนน TOEIC รวมมาแทนค่าขั้นต่ำรายทักษะ หรือการนำคะแนน TOEFL ITP ไปเทียบกับ TOEFL iBT โดยตรง

เมื่อค้นหาข้อมูลจึงควรตรวจสอบสามเรื่อง ได้แก่ ผู้จัดทำตาราง วันที่เผยแพร่ และข้อสอบรุ่นที่ใช้อ้างอิง

ตารางเทียบคะแนนกับ CEFR จากผู้จัดสอบ

ข้อมูลต่อไปนี้แยกตามผู้จัดสอบเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดว่าคะแนนทุกประเภทใช้แทนกันได้โดยตรง

IELTS

IELTS ใช้คะแนน Band 0-9 โดยรายงานคะแนนทั้งสี่ทักษะและคะแนนรวม

IELTS.org เผยแพร่ความสัมพันธ์โดยประมาณระหว่างคะแนน IELTS กับ CEFR ดังนี้

ระดับ CEFR ช่วงคะแนน IELTS โดยประมาณ
B2 5.5-6.5
C1 7.0-8.0

IELTS เน้นว่าคะแนน Band และ CEFR ไม่ได้สอดคล้องกันแบบหนึ่งต่อหนึ่งอย่างสมบูรณ์

ตัวอย่างเช่น IELTS 6.5 อยู่ในช่วงที่สัมพันธ์กับ B2 ตามตารางอ้างอิง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้สอบจะมีความสามารถระดับ B2 เท่ากันทุกทักษะ

IELTS ยังอธิบายว่าจุดเริ่มต้นของระดับ C1 อยู่ระหว่าง Band 6.5 กับ 7 ผู้สอบที่ได้ 6.5 บางส่วนจึงอาจอยู่ในระดับ C1 แล้ว หน่วยงานที่ต้องการความมั่นใจสูงว่าผู้สมัครอยู่ระดับ C1 อาจกำหนด Band 7 แทน

มหาวิทยาลัยอาจกำหนด Overall Band 6.5 พร้อมคะแนน Writing หรือ Speaking ขั้นต่ำเพิ่มเติมได้

ผู้ที่กำลังเลือกสอบ IELTS ควรศึกษาบทความ IELTS Academic กับ General Training ต่างกันอย่างไร เพราะทั้งสองประเภทใช้ Reading และ Writing ต่างกัน และผู้รับคะแนนอาจกำหนดประเภทที่ยอมรับไว้ชัดเจน

TOEIC Listening and Reading

ETS เผยแพร่ค่าคะแนนขั้นต่ำที่สัมพันธ์กับ CEFR สำหรับ TOEIC Listening and Reading โดยแยกคะแนนรายทักษะ

ระดับ CEFR Listening ขั้นต่ำ Reading ขั้นต่ำ
B1 275 275
B2 400 385
C1 490 455

ตารางนี้ต้องอ่านว่าเป็น ค่าขั้นต่ำของแต่ละพาร์ท ไม่ใช่คะแนนรวมที่สามารถใช้รับรองระดับ CEFR โดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างเช่น ผู้สอบได้ TOEIC รวม 750 คะแนน โดย Listening 450 และ Reading 300

เมื่อเทียบกับเกณฑ์ B2 ของ ETS ผู้สอบผ่านค่าขั้นต่ำ Listening แต่ยังไม่ถึงค่าขั้นต่ำ Reading

จึงไม่ควรสรุปว่าผู้สอบมีระดับ B2 ทั้งสองทักษะจากคะแนนรวมเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ TOEIC Listening and Reading ไม่ได้วัด Speaking และ Writing จึงไม่สามารถใช้ผลดังกล่าวยืนยันความสามารถครบสี่ทักษะได้

หากต้องการเข้าใจรูปแบบข้อสอบและคะแนนรายพาร์ท สามารถศึกษาบทความ ข้อสอบ TOEIC ฉบับปัจจุบัน โครงสร้างข้อสอบ 7 พาร์ทและวิธีเตรียมตัว เพื่อวางแผนพัฒนาการฟังและการอ่านตามจุดอ่อนจริง

TOEFL iBT

TOEFL iBT มีการเปลี่ยนระบบรายงานคะแนนตั้งแต่ 21 มกราคม 2026 โดยใช้สเกล 1-6 ที่ออกแบบให้สัมพันธ์กับระดับ CEFR มากขึ้น

จึงต้องแยกคะแนน TOEFL iBT รุ่นปัจจุบันออกจากคะแนนแบบเดิมที่รายงานในช่วง 0-120

การอ้างอิงระดับ CEFR สำหรับสเกลใหม่ควรใช้ข้อมูลจากหน้า TOEFL iBT Scores ของ ETS โดยตรง

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ แนวทางอ่านคะแนน
สเกลคะแนน ใช้คะแนน 1-6 ของรูปแบบปัจจุบัน
ระดับ CEFR ดูระดับที่ ETS ระบุสำหรับคะแนนนั้น
คะแนนรายทักษะ ตรวจสอบ Reading, Listening, Speaking และ Writing
ผลสอบรุ่นเก่า ใช้ข้อมูลเทียบสเกลจาก ETS ไม่แปลงเอง

ไม่ควรนำคะแนน TOEFL iBT 90 จากสเกลเดิมไปหารด้วยตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเพื่อแปลงเป็นสเกล 1-6

ระบบคะแนนทั้งสองมีหลักเกณฑ์การรายงานที่ต่างกัน และ ETS มีข้อมูลอ้างอิงเฉพาะสำหรับการทำความเข้าใจผลสอบในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สำหรับผู้ที่กำลังเลือกประเภท TOEFL สามารถศึกษาบทความ TOEFL ITP กับ TOEFL iBT ต่างกันอย่างไร เพราะทั้งสองข้อสอบมีวัตถุประสงค์ โครงสร้าง และระบบคะแนนที่แตกต่างกัน

TOEFL ITP Level 1

ETS เผยแพร่ค่าคะแนนรวมขั้นต่ำที่สัมพันธ์กับ CEFR สำหรับ TOEFL ITP Level 1 ดังนี้

ระดับ CEFR คะแนน TOEFL ITP Level 1 ขั้นต่ำ
A2 343
B1 433
B2 543
C1 620

TOEFL ITP Level 1 มีคะแนนรวมอยู่ในช่วง 310-677 คะแนน

ตัวอย่างเช่น ผู้สอบได้ 550 คะแนน ซึ่งสูงกว่าค่าขั้นต่ำ B2 ที่ ETS เผยแพร่ แต่ยังไม่ถึงค่าขั้นต่ำ C1

จึงสามารถใช้ตารางเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของคะแนนกับระดับ CEFR ตามกรอบของ ETS ได้ โดยไม่ควรสรุปว่าคะแนนนี้ใช้แทน IELTS หรือ TOEFL iBT ในการสมัครทุกหลักสูตร

อีกประเด็นสำคัญคือ TOEFL ITP Level 1 มาตรฐานไม่ได้ประเมิน Speaking และ Writing แบบสร้างคำตอบครบทั้งสี่ทักษะ

ผู้รับคะแนนจึงอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมหากต้องการหลักฐานความสามารถในการพูดหรือเขียน

หากต้องการทราบโครงสร้างข้อสอบและการนำผลสอบไปใช้ สามารถศึกษาบทความ TOEFL ITP คืออะไร ใช้ยื่นอะไรได้ และสมัครสอบอย่างไร ก่อนตัดสินใจสมัคร

CU-TEP และ TU-GET

CU-TEP และ TU-GET เป็นข้อสอบภาษาอังกฤษที่ใช้ประกอบการสมัครในหลักสูตรที่ยอมรับคะแนน โดยมีรูปแบบการสอบและระบบคะแนนแตกต่างจาก IELTS, TOEIC และ TOEFL

สำหรับ TU-GET CBT สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ LITU มีการเผยแพร่ข้อมูลเปรียบเทียบคะแนนกับ IELTS และ TOEFL iBT

อย่างไรก็ตาม การมีตารางเทียบคะแนนไม่ได้หมายความว่าผู้รับคะแนนทุกแห่งยอมรับผลสอบเหล่านี้แทนกันได้

ส่วน CU-TEP ควรตรวจสอบกับศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่ามีตารางอ้างอิง CEFR ฉบับทางการสำหรับรูปแบบสอบที่ต้องการหรือไม่

หากไม่มีตารางทางการที่ตรวจสอบได้ ไม่ควรสร้างสูตรเทียบ CU-TEP กับ CEFR ขึ้นเองจากข้อมูลของเว็บไซต์อื่น

ผู้ที่ต้องใช้คะแนนยื่นมหาวิทยาลัยในไทยสามารถอ่านบทความ CU-TEP และ TU-GET ข้อสอบภาษาอังกฤษสำหรับเรียนต่อในไทย ต่างกันอย่างไร เพื่อเปรียบเทียบโครงสร้าง คะแนนเต็ม และวิธีเลือกข้อสอบตามคณะที่สมัคร

อ่านตารางเทียบอย่างไรไม่ให้พลาด

แม้จะใช้ข้อมูลจากผู้จัดสอบโดยตรง การตีความคะแนนยังต้องระวังความแตกต่างระหว่างค่าขั้นต่ำ คะแนนรวม และข้อกำหนดของผู้รับคะแนน

ค่าขั้นต่ำไม่ใช่ค่าเฉลี่ย

หากตารางระบุว่า TOEIC Listening ขั้นต่ำสำหรับ B2 คือ 400 คะแนน หมายความว่า 400 เป็นจุดอ้างอิงขั้นต่ำของทักษะ Listening ตามตารางอ้างอิงของ ETS

ไม่ได้หมายความว่าผู้สอบระดับ B2 ทุกคนต้องได้ 400 คะแนนพอดี หรือคะแนน 400 เป็นค่าเฉลี่ยของผู้เรียนระดับ B2

ในทำนองเดียวกัน TOEFL ITP Level 1 ที่มีค่าขั้นต่ำ B2 เท่ากับ 543 ไม่ได้หมายความว่าคะแนน 543 สามารถใช้แทนคะแนนขั้นต่ำของข้อสอบอื่นได้โดยตรง

คะแนนรวมกับคะแนนรายทักษะ

คะแนนรวมช่วยให้เห็นภาพรวม แต่บางครั้งอาจซ่อนความแตกต่างของทักษะ

ตัวอย่างสมมติ:

ผู้สอบ TOEIC Listening TOEIC Reading คะแนนรวม
A 450 300 750
B 375 375 750

ทั้งสองคนได้คะแนนรวมเท่ากัน แต่มีจุดแข็งต่างกัน

ผู้สอบ A มี Listening สูงกว่า ส่วนผู้สอบ B มีคะแนนสองทักษะใกล้เคียงกัน

หากนำคะแนนรวม 750 ไปแปลงเป็น CEFR ระดับเดียวโดยไม่ดูรายทักษะ อาจทำให้ประเมินความสามารถคลาดเคลื่อน

ผู้รับคะแนนอาจกำหนดขั้นต่ำรายทักษะ

มหาวิทยาลัยหรือองค์กรอาจกำหนดคะแนนขั้นต่ำในแต่ละทักษะเพื่อให้มั่นใจว่าผู้สมัครสามารถใช้ภาษาอังกฤษในกิจกรรมที่จำเป็นได้

ตัวอย่างเช่น หลักสูตรที่มีการเขียนรายงานวิชาการจำนวนมากอาจให้ความสำคัญกับคะแนน Writing

ส่วนงานที่ต้องสื่อสารกับลูกค้าอาจพิจารณาหลักฐานด้าน Speaking และ Listening เพิ่มเติม

ดังนั้น การเทียบคะแนนสอบภาษาอังกฤษกับ CEFR ควรใช้เพื่อทำความเข้าใจระดับและวางแผนพัฒนา ไม่ใช่ใช้แทนข้อกำหนดการรับสมัครอย่างเป็นทางการ

ใช้ระดับ CEFR วางเป้าหมายคะแนน

CEFR มีประโยชน์มากกว่าการใช้เทียบคะแนนย้อนหลัง เพราะสามารถช่วยวางเป้าหมายการพัฒนาภาษาอังกฤษในระยะยาวได้

หาระดับปัจจุบันของตัวเอง

เริ่มจากรวบรวมข้อมูลที่มี เช่น ผลสอบ IELTS, TOEIC หรือ TOEFL และคะแนนรายทักษะ

หากยังไม่มีผลสอบ สามารถเริ่มจากการทำ Placement Test เพื่อประเมินระดับภาษาอังกฤษเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม Placement Test ของโรงเรียนภาษาไม่ได้หมายความว่าจะมีสถานะเทียบเท่าผลสอบ IELTS หรือ TOEFL ที่ผู้รับคะแนนกำหนด

จึงควรใช้เพื่อวางแผนเรียนและค้นหาจุดอ่อน มากกว่านำไปยื่นแทนผลสอบทางการ

คำนวณระยะห่างถึงเป้าหมาย

เมื่อรู้ระดับปัจจุบันแล้ว ให้ตรวจสอบว่าเป้าหมายต้องใช้ข้อสอบอะไรและคะแนนเท่าไร

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มี TOEIC Listening 350 และ Reading 320 หากต้องการวางเป้าหมายตามค่าขั้นต่ำ B2 ของ ETS จะเห็นว่าต้องเพิ่ม Listening อีก 50 คะแนน และ Reading อีก 65 คะแนน

ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงระยะห่างของคะแนนอ้างอิง ไม่ใช่การรับประกันว่าจะพัฒนาได้ภายในระยะเวลาใด

หากเป้าหมายคือ IELTS Academic 6.5 ผู้เรียนควรทดลองทำข้อสอบ IELTS เพื่อประเมินทั้งสี่ทักษะ ไม่ใช่ใช้คะแนน TOEIC คำนวณแทนโดยตรง

ติดตามความคืบหน้าเป็นระยะ

การพัฒนาภาษาอังกฤษควรติดตามจากหลายมิติ เช่น ความเร็วในการอ่าน ความเข้าใจบทฟัง ความชัดเจนของการเขียน และความสามารถในการพูด

ผู้เรียนอาจทำแบบทดสอบจำลองเป็นระยะ พร้อมบันทึกประเภทข้อผิดพลาดเพื่อปรับแผนฝึก

สามารถศึกษาบทความ วิธีติดตามความก้าวหน้าในการเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อสร้างระบบบันทึกผลการเรียนและประเมินพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

หากต้องการเตรียมสอบภายในช่วงเวลาที่กำหนด บทความ แผนเตรียมสอบภาษาอังกฤษตามเวลาที่มี จะช่วยให้แบ่งเป้าหมายเป็นรายสัปดาห์ตามระดับเริ่มต้นและคะแนนที่ต้องใช้

FAQ

B2 พอสำหรับเรียนต่อไหม

ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย หลักสูตร และข้อกำหนดด้านภาษาอังกฤษ

บางหลักสูตรอาจกำหนดคะแนนที่สัมพันธ์กับ B2 ขณะที่บางหลักสูตรต้องการคะแนนสูงกว่านั้น หรือมีขั้นต่ำรายทักษะเฉพาะ

การระบุว่าตนเองอยู่ระดับ B2 จึงยังไม่เพียงพอหากมหาวิทยาลัยกำหนดให้ยื่น IELTS Academic หรือ TOEFL iBT ตามคะแนนที่ระบุ

ควรตรวจสอบประกาศรับสมัครโดยตรงก่อนเลือกข้อสอบ

คะแนน TOEFL แบบเก่า 0-120 เทียบกับสเกลใหม่อย่างไร

TOEFL iBT เปลี่ยนมาใช้สเกล 1-6 ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2026

หากมีผลสอบจากสเกลเดิม 0-120 ควรใช้ตารางหรือเครื่องมือเปรียบเทียบที่ ETS เผยแพร่โดยตรง

ไม่ควรใช้สูตรหารหรือคูณคะแนนเอง เพราะระบบคะแนนใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการย่อช่วงตัวเลขจากระบบเดิม

ผู้สมัครควรตรวจสอบด้วยว่าผู้รับคะแนนยอมรับผลสอบจากช่วงเวลาใด และมีข้อกำหนดสำหรับคะแนนรุ่นเก่าหรือไม่

ใบประกาศระดับ CEFR จากโรงเรียนภาษาใช้แทนผลสอบได้ไหม

โดยทั่วไป หากมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานกำหนดให้ใช้ผลสอบ IELTS, TOEFL, TOEIC หรือข้อสอบที่ระบุชื่อไว้ ผู้สมัครต้องส่งหลักฐานตามเงื่อนไขนั้น

ใบประกาศระดับ CEFR จากโรงเรียนภาษาอาจใช้แสดงผลการประเมินหรือความก้าวหน้าทางการเรียนได้ แต่ไม่ควรสรุปว่าสามารถใช้แทนผลสอบทางการได้

หากประกาศไม่ได้ระบุชัดเจน ควรสอบถามผู้รับคะแนนก่อนส่งเอกสาร

รู้ระดับ CEFR ของตัวเองก่อนตั้งเป้าคะแนน

การเทียบคะแนนสอบภาษาอังกฤษให้ถูกต้องต้องเริ่มจากการเข้าใจว่าข้อสอบแต่ละประเภทวัดทักษะใด และผู้จัดสอบกำหนดความสัมพันธ์กับ CEFR อย่างไร

IELTS ใช้ช่วง Band โดยประมาณ TOEIC มีค่าขั้นต่ำแยก Listening และ Reading ส่วน TOEFL iBT และ TOEFL ITP ใช้ระบบคะแนนและข้อมูลอ้างอิงของ ETS ตามประเภทข้อสอบ

เมื่อเข้าใจข้อจำกัดของแต่ละตารางแล้ว ผู้เรียนจะสามารถนำข้อมูลไปวางเป้าหมายได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น โดยไม่เข้าใจผิดว่าคะแนนจากคนละข้อสอบใช้แทนกันได้เสมอ

หากยังไม่แน่ใจว่าควรสมัครสอบ IELTS, TOEIC, TOEFL หรือข้อสอบอื่น สามารถศึกษาบทความ เลือกข้อสอบภาษาอังกฤษให้ตรงเป้าหมาย เพื่อเลือกตามวัตถุประสงค์การเรียนต่อหรือทำงาน

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ผล TOEFL ITP อย่างเป็นทางการ สามารถศึกษาข้อมูลศูนย์สอบ TOEFL ITP ของ inlingua เพื่อดูรายละเอียดการสอบและตรวจสอบการยอมรับผลคะแนนกับหน่วยงานปลายทาง

ต้องการรู้ระดับภาษาอังกฤษปัจจุบันก่อนตั้งเป้าคะแนนสอบ?

Start by doing Placement Test เพื่อประเมินพื้นฐานภาษาอังกฤษ และปรึกษาแนวทางพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการสอบเป้าหมายได้ที่ หลักสูตรเตรียมสอบภาษาอังกฤษของ inlingua

ศึกษารายละเอียดและติดต่อสอบถามได้ที่หน้า หลักสูตรเตรียมสอบภาษาอังกฤษ TOEFL TOEIC IELTS SAT และ GMAT

การรู้ระดับปัจจุบันและเลือกข้อสอบให้ตรงกับผู้รับคะแนน จะช่วยให้วางแผนเตรียมตัวได้ชัดเจนขึ้น และลดความเสี่ยงจากการใช้คะแนนผิดประเภท

Share to:

Picture of inlingua Team

inlingua Team

The inlingua Team is a team of language education and teaching experts from inlingua, a global language education organization with over 50 years of experience developing effective language learning methods.
Contact Form Line Call

Register for the knowledge test

Book a test schedule to measure your knowledge level.