CU-TEP และ TU-GET ข้อสอบภาษาอังกฤษสำหรับเรียนต่อในไทย ต่างกันอย่างไร

นักเรียนหญิงถักเปียสองข้างใช้ปากกาไฮไลต์ขีดบทอ่านในห้องสมุดมหาวิทยาลัย

“ลูกจะยื่นหลักสูตรนานาชาติ ควรสอบ CU-TEP, TU-GET หรือ IELTS ดี?”

คำถามนี้พบได้บ่อยในช่วงเตรียมสมัครมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะครอบครัวที่กำลังวางแผนยื่นหลักสูตรนานาชาติในไทย หรือผู้สมัครปริญญาโทที่ต้องใช้คะแนนภาษาอังกฤษประกอบการสมัคร

คำตอบที่สำคัญที่สุดคือ ให้ตรวจประกาศรับสมัครของคณะก่อนเลือกข้อสอบ เพราะบางหลักสูตรยอมรับคะแนนภาษาอังกฤษหลายประเภท ขณะที่บางหลักสูตรกำหนดเฉพาะข้อสอบหรือรูปแบบการสอบที่ใช้ได้

CU-TEP กับ TU-GET เป็นข้อสอบภาษาอังกฤษที่จัดโดยหน่วยงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตามลำดับ แต่มีโครงสร้าง คะแนนเต็ม และทักษะที่ประเมินแตกต่างกัน โดยเฉพาะ TU-GET ที่มีทั้งรูปแบบ PBT และ CBT ซึ่งไม่ใช่ข้อสอบชนิดเดียวกัน

การเลือกผิดอาจทำให้ต้องสมัครสอบใหม่ หรือมีผลคะแนนที่ไม่ตรงกับเงื่อนไขของคณะที่ต้องการยื่น

บทความนี้จะเปรียบเทียบข้อสอบทั้งสองอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่โครงสร้าง คะแนน วิธีเลือกตามคณะ ไปจนถึงการเตรียมภาษาอังกฤษให้พร้อมสำหรับการเรียนมหาวิทยาลัยจริง

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน แสดง

CU-TEP คืออะไร

CU-TEP ย่อมาจาก Chulalongkorn University Test of English Proficiency เป็นการทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษที่ดำเนินการโดยศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ข้อสอบ CU-TEP ใช้ประกอบการสมัครหรือประเมินความสามารถภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ของหลักสูตรและหน่วยงานที่ยอมรับผลสอบ โดยผู้สมัครต้องตรวจสอบว่าคณะหรือโครงการปลายทางกำหนดคะแนนและรูปแบบการสอบอย่างไร

โครงสร้าง Listening Reading และ Writing

CU-TEP แบบมาตรฐานประกอบด้วยข้อสอบปรนัย 120 ข้อ แบ่งเป็นสามส่วน

ส่วนสอบ จำนวนข้อ คะแนนเต็ม สิ่งที่ประเมิน
Listening 30 30 ความเข้าใจภาษาอังกฤษจากการฟัง
Reading 60 60 การอ่านและตีความข้อความภาษาอังกฤษ
Writing 30 30 ความถูกต้องของไวยากรณ์และการหาจุดผิดในประโยค
รวม 120 120 สามทักษะตามรูปแบบข้อสอบมาตรฐาน

จุดที่ผู้สอบมักเข้าใจผิดคือชื่อพาร์ท Writing ไม่ได้หมายความว่าต้องเขียนเรียงความเสมอไป

สำหรับ CU-TEP แบบมาตรฐาน พาร์ท Writing เป็นข้อสอบเลือกตอบที่ให้ตรวจหาข้อผิดพลาดในประโยค เช่น รูปกริยา ความสอดคล้องระหว่างประธานกับกริยา หรือการใช้คำเชื่อม

ตัวอย่างประโยคที่แต่งขึ้นเพื่ออธิบายแนวคิด:

The results of the experiment shows a significant improvement.

จุดผิดคือ shows ซึ่งควรเป็น show เพราะประธานหลักคือ results ซึ่งเป็นพหูพจน์

ดังนั้น ผู้ที่ต้องการเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัย ภาษาอังกฤษ ผ่าน CU-TEP จึงควรฝึกทั้งการฟัง การอ่าน และความแม่นยำด้านโครงสร้างประโยค

คะแนนเต็ม 120 และเวลาสอบ

CU-TEP แบบมาตรฐานมีคะแนนเต็ม 120 คะแนน และใช้เวลาสอบรวมประมาณ 2 ชั่วโมง 10 นาที คะแนนแต่ละส่วนสะท้อนผลการทำข้อสอบในทักษะนั้น ๆ โดย Reading มีสัดส่วนจำนวนข้อสูงที่สุด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าการอ่านสำคัญกว่าทักษะอื่นสำหรับทุกหลักสูตร เพราะผู้รับคะแนนอาจกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมตามวัตถุประสงค์ของการสมัคร

ผลสอบ CU-TEP มีอายุ 2 ปีนับจากวันสอบ ตามข้อมูลของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สมัครควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคะแนนยังไม่หมดอายุในวันที่คณะกำหนดให้ยื่นผล ไม่ใช่พิจารณาเพียงวันที่สมัครสอบ

สอบแบบกระดาษ (PBT) และคอมพิวเตอร์ (CBT)

CU-TEP มีการจัดสอบทั้งรูปแบบกระดาษ (Paper-Based Test: PBT) และรูปแบบคอมพิวเตอร์ (Computer-Based Test: CBT) ซึ่งบางแห่งเรียกว่า E-Testing ตามรอบที่ศูนย์ทดสอบเปิดให้บริการ

ความแตกต่างหลักอยู่ที่วิธีแสดงคำถามและการบันทึกคำตอบ รวมถึงขั้นตอนการเข้าสอบที่ผู้สมัครต้องปฏิบัติตาม โดยรูปแบบ CBT ผู้สอบจะทราบผลคะแนนทันทีหลังจบการทดสอบ

ผู้ที่คุ้นเคยกับการทำข้อสอบบนกระดาษอาจต้องฝึกอ่านคำถามจากหน้าจอเพิ่มเติม หากเลือกสอบแบบ CBT

ในทางกลับกัน ผู้ที่ต้องการสอบบนกระดาษควรตรวจสอบว่ามีรอบสอบที่เหมาะกับกำหนดยื่นคะแนนหรือไม่

ก่อนสมัครควรตรวจสอบรูปแบบที่เปิดจริงในรอบนั้น อุปกรณ์ที่อนุญาต เอกสารยืนยันตัวตน และวิธีรับผลคะแนนจากศูนย์ทดสอบโดยตรง

CU-TEP & Speaking

นอกจากข้อสอบ CU-TEP มาตรฐานแล้ว ศูนย์ทดสอบยังมีรูปแบบการประเมินที่เกี่ยวข้องกับทักษะ Speaking สำหรับการสอบตามเงื่อนไขที่กำหนด

ผู้สมัครควรแยกให้ชัดระหว่าง CU-TEP มาตรฐาน 120 คะแนน กับรูปแบบที่มีการประเมิน Speaking เพิ่มเติม ซึ่งตามข้อมูลของศูนย์ทดสอบ CU-TEP & Speaking เพิ่มการพูด 3 ข้อ ใช้เวลาสอบรวม 160 นาที และมีคะแนนเต็ม 150 คะแนน

หากคณะระบุว่าต้องใช้ CU-TEP & Speaking ควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดจากศูนย์ทดสอบว่าต้องสมัครรูปแบบใด คะแนนรายส่วนเป็นอย่างไร และต้องส่งผลสอบประเภทไหน

ไม่ควรคิดว่าผล CU-TEP มาตรฐานสามารถใช้แทนข้อกำหนดที่ระบุ Speaking ได้โดยอัตโนมัติ

TU-GET คืออะไร

TU-GET ย่อมาจาก Thammasat University General English Test เป็นการทดสอบภาษาอังกฤษที่ดำเนินการโดยสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ LITU

สิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่สงสัยว่า TU-GET คืออะไร คือข้อสอบนี้มีทั้งรูปแบบ PBT และ CBT ซึ่งวัดทักษะไม่เหมือนกันและใช้คะแนนคนละสเกล

ผู้สมัครจึงไม่ควรดูเพียงคำว่า TU-GET ในประกาศ แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่าคณะต้องการผลสอบรูปแบบใด

TU-GET แบบ PBT เต็ม 1,000 คะแนน

TU-GET PBT เป็นรูปแบบการสอบที่เน้นการประเมินความรู้ด้านภาษาอังกฤษผ่านข้อสอบที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างภาษา คำศัพท์ และการอ่าน

คะแนนรวมเต็ม 1,000 คะแนน โดยแบ่งเป็น

ส่วนสอบ คะแนนเต็ม
Structure 250
Vocabulary 250
Reading 500
รวม 1,000

จุดเด่นของรูปแบบนี้คือมีการวัดความรู้ไวยากรณ์และคำศัพท์โดยตรง พร้อมการอ่านที่มีสัดส่วนคะแนนมากที่สุด

TU-GET PBT ไม่มีพาร์ท Listening และ Speaking ในโครงสร้างดังกล่าว

จึงเหมาะกับการนำไปใช้ในกรณีที่ผู้รับคะแนนระบุรับ TU-GET PBT โดยตรง ไม่ใช่เพียงเพราะผู้สอบรู้สึกว่าตนเองถนัดการอ่านมากกว่าการฟัง

ผู้สมัครควรตรวจสอบเวลาสอบ จำนวนข้อ และคำแนะนำล่าสุดจาก LITU ก่อนวันสอบ เนื่องจากข้อมูลรายละเอียดในเอกสารหรือหน้าประชาสัมพันธ์แต่ละชุดอาจมีการปรับปรุง

TU-GET แบบ CBT เต็ม 120 คะแนน

TU-GET CBT เป็นการสอบผ่านคอมพิวเตอร์ที่ประเมินภาษาอังกฤษครบสี่ทักษะ ได้แก่ Reading, Listening, Speaking และ Writing

คะแนนรวมเต็ม 120 คะแนน โดยแต่ละทักษะมีคะแนนเต็ม 30 คะแนน

ทักษะ คะแนนเต็ม
Reading 30
Listening 30
Speaking 30
Writing 30
รวม 120

เวลาสอบรวมประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที

ในพาร์ท Writing ผู้สอบต้องแสดงความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการตามข้อกำหนดของข้อสอบ โดยมีความยาวไม่เกิน 350 คำตามข้อมูลที่ LITU เผยแพร่

รูปแบบนี้จึงแตกต่างจาก TU-GET PBT อย่างชัดเจน เพราะไม่ได้วัดเพียงการอ่านและความรู้ภาษา แต่ยังต้องใช้ความสามารถในการฟัง พูด และเขียนด้วย

LITU ยังเผยแพร่ตารางเทียบคะแนน TU-GET CBT กับ IELTS และ TOEFL iBT เพื่อช่วยให้ผู้ใช้คะแนนทำความเข้าใจระดับผลสอบ

อย่างไรก็ตาม ตารางเทียบคะแนนไม่ใช่หลักฐานว่าผู้รับคะแนนทุกแห่งจะยอมรับข้อสอบเหล่านี้แทนกันได้ ผู้สมัครยังต้องตรวจสอบข้อกำหนดของคณะโดยตรง

อายุผลสอบ

สำหรับ TU-GET สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าผลคะแนนสอบมีอายุ 2 ปี และแต่ละหน่วยงานเป็นผู้กำหนดเกณฑ์การรับคะแนนเอง ผู้สมัครจึงควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับคณะหรือหลักสูตรที่ต้องการยื่นคะแนนด้วย ไม่ควรนำอายุผลสอบของ CU-TEP หรือ IELTS มาใช้กับ TU-GET โดยอัตโนมัติ เพราะข้อกำหนดของผู้จัดสอบและผู้รับคะแนนอาจแตกต่างกัน

โดยเฉพาะผู้ที่วางแผนสอบล่วงหน้าหลายรอบรับสมัคร ควรยืนยันว่าผลสอบจะยังใช้ได้ในวันที่ต้องส่งเอกสาร

เทียบ CU-TEP กับ TU-GET ทีละมิติ

เมื่อพิจารณา CU-TEP กับ TU-GET จะเห็นว่าความแตกต่างไม่ได้มีเพียงคะแนนเต็ม แต่ยังรวมถึงจำนวนทักษะที่วัด ลักษณะคำถาม และความพร้อมที่ผู้สอบต้องมี

ตารางต่อไปนี้ช่วยให้เปรียบเทียบได้ชัดเจนขึ้น

หัวข้อ CU-TEP มาตรฐาน TU-GET PBT TU-GET CBT
ผู้จัดสอบ ศูนย์ทดสอบทางวิชาการ จุฬาฯ สถาบันภาษา ธรรมศาสตร์ สถาบันภาษา ธรรมศาสตร์
ทักษะที่วัด Listening, Reading, Writing แบบหาจุดผิด Structure, Vocabulary, Reading Reading, Listening, Speaking, Writing
คะแนนเต็ม 120 1,000 120
ลักษณะคำถาม ปรนัย เน้นข้อสอบด้านโครงสร้างภาษา คำศัพท์ และการอ่าน ประเมินครบสี่ทักษะผ่านคอมพิวเตอร์
เวลาสอบ ประมาณ 2 ชม. 10 นาที ตรวจสอบรอบและคู่มือจาก LITU ประมาณ 2 ชม. 30 นาที
เหมาะกับการยื่น หลักสูตรที่ระบุรับ CU-TEP หลักสูตรที่ระบุรับ TU-GET PBT หลักสูตรที่ระบุรับ TU-GET CBT

ทักษะที่วัด

CU-TEP มาตรฐานประเมินการฟัง การอ่าน และการตรวจความถูกต้องทางภาษา

TU-GET PBT เน้นไวยากรณ์ คำศัพท์ และการอ่าน โดยไม่มีการฟังหรือพูดในโครงสร้างดังกล่าว

ส่วน TU-GET CBT ประเมินครบสี่ทักษะ จึงต้องเตรียมการพูดและการเขียนเพิ่มเติม

ผู้ที่ถนัดการทำข้อสอบปรนัยอาจรู้สึกคุ้นเคยกับ CU-TEP หรือ TU-GET PBT มากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำคะแนนได้สูงกว่า TU-GET CBT เสมอไป

รูปแบบคำถาม

ข้อสอบ CU-TEP และ TU-GET PBT ต้องใช้ความแม่นยำในการเลือกคำตอบจากข้อมูลที่ได้รับ

ตัวอย่างเช่น การเลือกคำศัพท์ให้เหมาะกับบริบท หรือการระบุข้อผิดพลาดในประโยค

ในทางกลับกัน TU-GET CBT ต้องแสดงความสามารถในการสร้างคำตอบผ่านการพูดและเขียนด้วย

ผู้สอบที่มีพื้นฐานไวยากรณ์ดี แต่ไม่คุ้นเคยกับการอธิบายความคิดเป็นภาษาอังกฤษ อาจต้องใช้เวลาเตรียม Speaking และ Writing มากขึ้น

ความยาวและแรงกดดันด้านเวลา

CU-TEP มาตรฐานใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 10 นาที ขณะที่ TU-GET CBT ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที แต่เวลารวมไม่ได้บอกว่าข้อสอบใดยากกว่า เพราะรูปแบบคำถามและทักษะที่วัดแตกต่างกัน

สำหรับ TU-GET PBT ควรตรวจสอบเวลาสอบตามประกาศล่าสุดของ LITU

การฝึกจับเวลาจึงควรอิงรูปแบบข้อสอบจริง ไม่ใช่ใช้เวลาเฉลี่ยต่อข้อจากข้อสอบประเภทอื่น

ผู้รับคะแนน

ข้อสอบทั้งสองประเภทสามารถใช้เป็นหลักฐานภาษาอังกฤษสำหรับการสมัครในหลักสูตรหรือหน่วยงานที่ระบุยอมรับผลสอบ

อย่างไรก็ตาม การที่ CU-TEP จัดโดยจุฬาฯ ไม่ได้หมายความว่าใช้ได้เฉพาะจุฬาฯ และการที่ TU-GET จัดโดยธรรมศาสตร์ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้ได้เฉพาะธรรมศาสตร์

สิ่งที่กำหนดการใช้คะแนนคือ ประกาศรับสมัครของผู้รับคะแนน ไม่ใช่ชื่อมหาวิทยาลัยที่จัดสอบ

เลือกสอบตามคณะที่จะยื่น

ก่อนเลือก CU-TEP กับ TU-GET ผู้สมัครควรจัดทำรายการคณะและหลักสูตรที่สนใจ แล้วตรวจสอบข้อกำหนดภาษาอังกฤษของแต่ละแห่ง

หากยื่นหลายหลักสูตร ควรเปรียบเทียบว่ามีข้อสอบใดที่ใช้ร่วมกันได้ เพื่อลดความจำเป็นในการสอบหลายประเภท

คณะที่ระบุข้อสอบเฉพาะ

หากคณะกำหนดให้ใช้ CU-TEP เท่านั้น ผู้สมัครต้องเตรียมข้อสอบ CU-TEP ตามรูปแบบที่ระบุ

หากกำหนด TU-GET CBT ก็ไม่ควรคิดว่าสามารถใช้ TU-GET PBT แทนได้ แม้จะเป็นข้อสอบที่จัดโดยหน่วยงานเดียวกัน

ควรตรวจสอบประกาศรับสมัครปีล่าสุดเสมอ เพราะเกณฑ์คะแนนและประเภทข้อสอบที่ยอมรับอาจเปลี่ยนแปลงระหว่างปีการศึกษา

คณะที่ยอมรับหลายข้อสอบ

หากคณะยอมรับ CU-TEP, TU-GET, IELTS หรือ TOEFL หลายประเภท ผู้สมัครสามารถพิจารณาเพิ่มเติมจากความถนัดและตารางสอบ

ตัวอย่างคำถามที่ควรใช้ตัดสินใจ ได้แก่

  • ถนัดฟังและอ่านมากกว่าพูดและเขียนหรือไม่
  • ต้องยื่นคะแนนให้ทันรอบรับสมัครใด
  • มีเวลาฝึกข้อสอบกี่สัปดาห์
  • ต้องใช้คะแนนยื่นมากกว่าหนึ่งมหาวิทยาลัยหรือไม่
  • ผู้รับคะแนนมีข้อกำหนดขั้นต่ำรายทักษะหรือไม่

หากมหาวิทยาลัยในไทยยอมรับ TOEFL ITP ด้วย สามารถศึกษาบทความ TOEFL ITP คืออะไร ใช้ยื่นอะไรได้ และสมัครสอบอย่างไร เพื่อเปรียบเทียบการใช้งานและรูปแบบข้อสอบก่อนตัดสินใจ

เมื่อไรควรเลือก IELTS หรือ TOEFL แทน

หากผู้สมัครมีแผนยื่นมหาวิทยาลัยต่างประเทศควบคู่กับมหาวิทยาลัยในไทย การเลือก IELTS Academic หรือ TOEFL iBT อาจช่วยให้ใช้ผลสอบกับผู้รับคะแนนได้หลายแห่งมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบว่าแต่ละหลักสูตรยอมรับข้อสอบประเภทนั้นจริง และมีคะแนนขั้นต่ำเท่าไร

ไม่ควรสรุปว่า IELTS หรือ TOEFL สามารถใช้แทน CU-TEP และ TU-GET ได้ทุกคณะ

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจความสัมพันธ์ของคะแนนสอบกับระดับภาษา สามารถอ่านบทความ เทียบคะแนนสอบภาษาอังกฤษกับ CEFR เพื่อช่วยวางแผนเป้าหมาย โดยไม่ใช้ตารางเทียบคะแนนแทนข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย

วิธีเตรียมตัวสอบ CU-TEP และ TU-GET

แม้ข้อสอบแต่ละประเภทจะมีโครงสร้างต่างกัน แต่การเตรียมตัวมีพื้นฐานร่วมกัน ได้แก่ ไวยากรณ์ การอ่าน และคำศัพท์เชิงวิชาการ

ผู้ที่เลือก TU-GET CBT หรือรูปแบบสอบที่มี Speaking เพิ่ม ควรวางแผนฝึกการพูดและเขียนตามข้อกำหนดเฉพาะด้วย

ไวยากรณ์และการหาจุดผิด

ข้อสอบ CU-TEP และ TU-GET PBT ต้องใช้ความแม่นยำด้านโครงสร้างภาษาอังกฤษ

หัวข้อที่ควรฝึก ได้แก่

  • Subject-verb agreement
  • Verb tenses
  • Relative clauses
  • Parallel structure
  • Articles and determiners
  • Prepositions and conjunctions

ตัวอย่างประโยคที่แต่งขึ้น:

Each of the students have submitted the assignment.

จุดที่ควรแก้คือ have เป็น has เพราะประธานหลักคือ Each

การฝึกที่มีประสิทธิภาพควรอธิบายได้ว่าทำไมคำตอบจึงผิด ไม่ใช่เพียงจำเฉลย

อ่านจับใจความบทความวิชาการ

Reading เป็นทักษะสำคัญในทั้ง CU-TEP, TU-GET PBT และ TU-GET CBT

ผู้สอบควรฝึกอ่านบทความหลายประเภท เช่น การศึกษา วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และประเด็นร่วมสมัย

ระหว่างฝึกควรแยกให้ได้ว่าแต่ละย่อหน้ากำลังเสนอใจความสำคัญ ยกตัวอย่าง หรือแสดงข้อโต้แย้ง

ตัวอย่างข้อความที่แต่งขึ้น:

Researchers found that regular reading practice improved students’ ability to identify the main argument of an academic text.

ผู้สอบควรเข้าใจว่าข้อความกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างการฝึกอ่านกับความสามารถในการระบุข้อโต้แย้งหลัก ไม่ใช่สรุปเพียงว่าการอ่านเป็นกิจกรรมที่ดี

ควรฝึกอ่านภายใต้เวลาจำกัดด้วย เพื่อให้คุ้นเคยกับการค้นหาข้อมูลและตอบคำถามอย่างเป็นระบบ

คำศัพท์เชิงวิชาการ

คำศัพท์ที่พบในบริบทมหาวิทยาลัยมักเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ การวิจัย การเปรียบเทียบ และการอธิบายผลลัพธ์

ตัวอย่างคำที่ควรรู้ ได้แก่

คำศัพท์ ความหมายโดยทั่วไป ตัวอย่างการใช้
analyse วิเคราะห์ analyse the results
evidence หลักฐาน provide evidence
significant สำคัญหรือมีนัยสำคัญ significant differences
approach แนวทาง adopt a new approach
indicate บ่งชี้ the findings indicate
assess ประเมิน assess performance

ควรเรียนรู้คำศัพท์จากประโยคและบทอ่านจริง เพื่อให้เข้าใจทั้งความหมายและวิธีใช้

ผู้ที่ต้องการสร้างพื้นฐานสำหรับการเรียนระดับอุดมศึกษาสามารถศึกษาบทความ คำศัพท์ Academic English ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อฝึกคำที่พบในบทอ่านและการเรียนเชิงวิชาการ

ส่วนบทความ คำศัพท์สอบภาษาอังกฤษที่ออกบ่อย ช่วยต่อยอดการเรียนคำศัพท์ที่ใช้ในข้อสอบหลายประเภท โดยควรเลือกฝึกให้ตรงกับข้อสอบเป้าหมาย

หากมีเวลาจำกัดก่อนยื่นคะแนน สามารถศึกษาบทความ แผนเตรียมสอบตามเวลาที่มี เพื่อจัดลำดับการฝึกไวยากรณ์ Reading คำศัพท์ และทักษะอื่นตามระดับปัจจุบัน

เตรียมภาษาอังกฤษให้พร้อมเรียนจริง ไม่ใช่แค่ผ่านเกณฑ์

คะแนนภาษาอังกฤษอาจเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการสมัครมหาวิทยาลัย แต่การเรียนในหลักสูตรนานาชาติต้องใช้ทักษะมากกว่าการทำข้อสอบ

นักศึกษาอาจต้องฟังการบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ อ่านเอกสารวิชาการ เขียนรายงาน ทำงานกลุ่ม และนำเสนอความคิดเห็นต่ออาจารย์หรือเพื่อนร่วมชั้น

ผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์จากข้อสอบที่เน้นการอ่านและไวยากรณ์จึงอาจยังต้องพัฒนาการฟัง พูด และเขียนเพิ่มเติม

ตัวอย่างเช่น นักศึกษาที่อ่านบทความภาษาอังกฤษได้ดี อาจยังไม่มั่นใจเมื่อต้องตอบคำถามระหว่างการนำเสนอหน้าชั้นเรียน

การเตรียมตัวที่ดีจึงควรแบ่งเป้าหมายเป็นสองส่วน คือ เตรียมคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ และ เตรียมทักษะให้พร้อมใช้ในการเรียนจริง

สามารถศึกษาบทความ เตรียมภาษาอังกฤษให้พร้อมก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียน การอภิปราย และการทำงานวิชาการ

สำหรับนักเรียนอายุ 15-19 ปีที่กำลังวางแผนเข้าหลักสูตรนานาชาติ สามารถศึกษารายละเอียดของ หลักสูตรเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อวางแผนเสริมภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับการเรียนระดับอุดมศึกษา

คำถามที่พบบ่อย

ใช้คะแนน CU-TEP ยื่นธรรมศาสตร์ได้ไหม

ขึ้นอยู่กับประกาศรับสมัครของคณะและหลักสูตรที่ต้องการยื่น

บางหลักสูตรอาจยอมรับคะแนนภาษาอังกฤษจากหลายข้อสอบ ขณะที่บางหลักสูตรกำหนดให้ใช้ TU-GET หรือข้อสอบอื่นตามเงื่อนไขเฉพาะ

จึงไม่ควรสรุปว่า CU-TEP ใช้ยื่นธรรมศาสตร์ได้หรือไม่ได้ทุกคณะ

ควรตรวจสอบประกาศรับสมัครปีล่าสุด และสอบถามเจ้าหน้าที่หลักสูตรหากไม่มีข้อมูลชัดเจน

สอบหลายครั้งแล้วใช้คะแนนครั้งไหน

โดยทั่วไปการเลือกใช้ผลสอบขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้รับคะแนนและเงื่อนไขของผู้จัดสอบ

บางหลักสูตรอาจยอมรับผลสอบครั้งที่ผู้สมัครเลือกส่ง หากคะแนนยังอยู่ในช่วงอายุที่กำหนด แต่ไม่ควรสรุปว่าใช้คะแนนสูงสุดจากทุกครั้งได้เสมอไป

ผู้สมัครควรตรวจสอบว่าต้องส่งรายงานผลสอบฉบับใด สามารถเลือกผลสอบครั้งที่ดีที่สุดได้หรือไม่ และต้องส่งคะแนนภายในวันใด

CU-TEP แบบ CBT ต่างจากสอบกระดาษอย่างไร

ความแตกต่างหลักคือวิธีแสดงคำถามและการตอบข้อสอบ โดย CBT หรือ E-Testing ทำข้อสอบบนคอมพิวเตอร์และทราบผลคะแนนทันทีหลังสอบ ส่วนการสอบกระดาษใช้เอกสารข้อสอบและกระดาษคำตอบตามรูปแบบที่ศูนย์สอบกำหนด

ผู้สมัครควรตรวจสอบว่ารอบสอบที่เลือกใช้โครงสร้างใด มีทักษะ Speaking เพิ่มหรือไม่ และผู้รับคะแนนยอมรับผลจากรูปแบบนั้นหรือไม่

ไม่ควรสรุปว่า CBT และการสอบกระดาษมีเงื่อนไขเหมือนกันทุกด้านโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ทดสอบ

เลือกข้อสอบตามคณะ แล้ววางแผนให้ทันรอบยื่น

การตัดสินใจระหว่าง CU-TEP กับ TU-GET ควรเริ่มจากคณะและหลักสูตรที่ต้องการสมัคร ไม่ใช่เลือกจากชื่อมหาวิทยาลัยที่จัดสอบหรือคำบอกเล่าว่าข้อสอบใดง่ายกว่า

เมื่อทราบประเภทข้อสอบที่ผู้รับคะแนนยอมรับแล้ว จึงค่อยเปรียบเทียบโครงสร้าง ทักษะที่วัด คะแนนเป้าหมาย และระยะเวลาที่เหลือก่อนยื่นเอกสาร

หากยังไม่แน่ใจว่าควรสอบ CU-TEP, TU-GET, IELTS หรือ TOEFL สามารถอ่านบทความ เลือกข้อสอบภาษาอังกฤษให้ตรงเป้าหมาย เพื่อช่วยจัดลำดับการตัดสินใจตามวัตถุประสงค์การเรียนต่อ

ต้องการรู้ว่าควรเริ่มเสริมภาษาอังกฤษด้านใดก่อนยื่นมหาวิทยาลัย?

ทักษะการฟัง การอ่าน การเขียน และไวยากรณ์ที่ฝึกใน หลักสูตรเตรียมสอบภาษาอังกฤษของ inlingua เป็นพื้นฐานเดียวกับที่ CU-TEP และ TU-GET ใช้วัด จึงนำไปต่อยอดกับข้อสอบที่คณะกำหนดได้ หลักสูตรมีทั้งแบบตัวต่อตัวและออนไลน์ สอนโดยครูเจ้าของภาษาและครูผู้เชี่ยวชาญด้านการสอบ

สามารถเริ่มจากการทำ Placement Test เพื่อประเมินระดับภาษาอังกฤษปัจจุบัน แล้ววางแผนการเรียนร่วมกับทีมงานให้สอดคล้องกับคะแนนเป้าหมายและกำหนดยื่นของหลักสูตรที่ต้องการ

การวัดระดับก่อนวางแผนจะช่วยให้เห็นจุดที่ต้องพัฒนา และใช้เวลาเตรียมตัวให้สอดคล้องกับกำหนดยื่นคะแนนของหลักสูตรที่ต้องการ

แชร์ไปยัง:

รูปภาพของ inlingua Team

inlingua Team

inlingua Team คือทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและการสอนภาษาจาก inlingua ซึ่งเป็นองค์กรการศึกษาภาษาระดับโลกที่มีประสบการณ์กว่า 50 ปีในการพัฒนาวิธีการเรียนรู้ภาษาที่มีประสิทธิภาพ
ส่งฟอร์มติดต่อ ติดต่อผ่านไลน์ โทรสอบถาม

ลงทะเบียนทดสอบวัดระดับความรู้

จองตารางสอยทดสอบวัดระดับความรู้