บางคนเลือกสมัคร IELTS General Training เพราะได้ยินว่า “ง่ายกว่า Academic” แต่เมื่อเตรียมเอกสารสมัครมหาวิทยาลัยกลับพบว่าหลักสูตรกำหนดให้ใช้ IELTS Academic เท่านั้น ผลคืออาจต้องสมัครสอบใหม่ เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม และเสี่ยงส่งคะแนนไม่ทันกำหนด
IELTS Academic กับ General Training ใช้ข้อสอบ Listening และ Speaking รูปแบบเดียวกัน แต่แตกต่างกันในส่วน Reading และ Writing โดย Academic เน้นการใช้ภาษาในบริบทการศึกษาและวิชาการ ส่วน General Training เน้นการอ่านและเขียนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน การทำงาน และสถานการณ์ทั่วไป
อย่างไรก็ตาม การเลือกประเภทไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกว่าข้อสอบใดง่ายกว่า แต่ขึ้นอยู่กับ หน่วยงานที่ต้องการรับคะแนน ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง หรือผู้จัดหลักสูตรฝึกอบรม
บทความนี้เปรียบเทียบข้อสอบทั้งสองประเภทอย่างละเอียด พร้อมอธิบายกรณีที่ควรเลือก Academic หรือ General Training ความแตกต่างของ Writing Task 1 เงื่อนไข IELTS for UKVI และวิธีตรวจสอบก่อนสมัคร เพื่อให้เตรียมสอบได้ตรงกับเป้าหมายตั้งแต่แรก
ความเหมือนและความต่างในตารางเดียว
IELTS ทั้งสองประเภทประเมินความสามารถภาษาอังกฤษสี่ทักษะ ได้แก่ Listening, Reading, Writing และ Speaking โดยใช้ระบบคะแนน Band 0-9 เหมือนกัน
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่เนื้อหา Reading และ Writing ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้ภาษาของแต่ละกลุ่ม
| ทักษะ | IELTS Academic | IELTS General Training |
|---|---|---|
| Listening | รูปแบบเดียวกัน 4 ส่วน 40 ข้อ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที | รูปแบบเดียวกับ Academic |
| Reading | 3 ส่วน 40 ข้อ 60 นาที เน้นบทอ่านเชิงวิชาการ | 3 ส่วน 40 ข้อ 60 นาที เน้นข้อความในชีวิตประจำวัน งาน และบทอ่านทั่วไปที่ยาวขึ้น |
| Writing | 2 งาน 60 นาที: Task 1 อธิบายข้อมูลภาพ กราฟ ตาราง หรือแผนภาพ และ Task 2 เขียนเรียงความ | 2 งาน 60 นาที: Task 1 เขียนจดหมาย และ Task 2 เขียนเรียงความ |
| Speaking | รูปแบบเดียวกัน สัมภาษณ์กับผู้สอบ 11-14 นาที | รูปแบบเดียวกับ Academic |
ระยะเวลารวมของการสอบอยู่ที่ประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที โดยรายละเอียดการจัดช่วงสอบและขั้นตอนเพิ่มเติมอาจแตกต่างตามศูนย์สอบ
สำหรับ Listening ขั้นตอนการตอบคำถามขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดสอบที่สมัคร จึงควรตรวจสอบคำแนะนำของศูนย์สอบก่อนวันสอบ
คะแนน IELTS รายงานเป็น Band 0-9 ทั้งรายทักษะและคะแนนรวม หรือ Overall Band Score โดยคะแนนรวมคำนวณจากค่าเฉลี่ยของทั้งสี่ทักษะแล้วปัดตามเกณฑ์ของ IELTS
ตัวอย่างเช่น ผู้สอบที่ได้ Listening 7.0, Reading 6.5, Writing 6.0 และ Speaking 6.5 จะมีค่าเฉลี่ย 6.5 และได้ Overall Band 6.5
แต่การได้คะแนนรวมตามเป้าหมายไม่ได้หมายความว่าจะผ่านทุกหลักสูตร เพราะผู้รับคะแนนอาจกำหนดคะแนนขั้นต่ำรายทักษะด้วย เช่น Overall 6.5 และแต่ละทักษะต้องไม่ต่ำกว่า 6.0
สรุปสั้นๆ: หากต้องการเลือก IELTS ให้ถูกประเภท ควรตรวจสอบผู้รับคะแนนก่อน แล้วจึงพิจารณาว่าจะต้องเตรียม Reading และ Writing แบบใด
IELTS Academic เหมาะกับใคร
IELTS Academic ออกแบบมาเพื่อประเมินความสามารถภาษาอังกฤษสำหรับการเรียนในระดับอุดมศึกษาและบริบทที่ต้องใช้ภาษาวิชาการ
ผู้สอบจึงต้องทำความเข้าใจบทอ่านที่มีเนื้อหาซับซ้อน และสามารถอธิบายข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นด้วยภาษาเขียนที่เหมาะสม
ผู้ที่จะเรียนปริญญาตรีหรือสูงกว่า
หากต้องการสมัครเรียนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก หลายหลักสูตรจะกำหนดให้ใช้ IELTS Academic
ตัวอย่างเช่น ผู้สมัครหลักสูตรบริหารธุรกิจในสหราชอาณาจักร หรือหลักสูตรวิทยาศาสตร์ในออสเตรเลีย อาจต้องยื่นผล IELTS Academic ตามคะแนนขั้นต่ำที่สถาบันกำหนด
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องใช้ IELTS Academic เพราะบางแห่งยอมรับ TOEFL iBT หรือข้อสอบอื่นด้วย
สิ่งที่ควรตรวจสอบจากหน้ารับสมัคร ได้แก่
- ประเภท IELTS ที่ยอมรับ
- คะแนน Overall ขั้นต่ำ
- คะแนนขั้นต่ำของแต่ละทักษะ
- อายุผลสอบที่ยอมรับ
- เงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบการสอบและการส่งผลคะแนน
หากหลักสูตรระบุ IELTS Academic อย่างชัดเจน ไม่ควรสมัคร General Training แม้จะมีคะแนนรวมสูงกว่าเกณฑ์ก็ตาม
ผู้ที่ต้องใช้คะแนนขึ้นทะเบียนวิชาชีพ
องค์กรวิชาชีพบางแห่งกำหนดให้ผู้สมัครแสดงหลักฐานภาษาอังกฤษเพื่อขึ้นทะเบียนหรือขออนุญาตประกอบวิชาชีพ
ตัวอย่างกลุ่มวิชาชีพที่อาจมีข้อกำหนดด้านภาษา ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และวิชาชีพที่ต้องสื่อสารกับประชาชนหรือผู้รับบริการโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ประเภทข้อสอบที่ยอมรับอาจแตกต่างกันตามประเทศ หน่วยงานกำกับดูแล และประเภทใบอนุญาต
ผู้สมัครจึงควรตรวจสอบข้อกำหนดจากองค์กรวิชาชีพโดยตรง ไม่ควรเลือก Academic เพียงเพราะเป็นการสมัครงานที่ต้องใช้วุฒิการศึกษาสูง
Reading และ Writing แบบวิชาการหน้าตาเป็นอย่างไร
Academic Reading ประกอบด้วยบทอ่านสามส่วน รวม 40 ข้อ ใช้เวลา 60 นาที เนื้อหาอาจมาจากหนังสือ วารสาร นิตยสาร หรือแหล่งข้อมูลที่เหมาะกับผู้อ่านทั่วไปแต่มีลักษณะเชิงวิชาการ
คำถามอาจทดสอบการค้นหารายละเอียด การระบุใจความสำคัญ การจับคู่ข้อมูล และการอนุมานความหมายจากบทอ่าน
ผู้สอบไม่จำเป็นต้องมีความรู้เฉพาะทางในทุกหัวข้อ แต่ต้องสามารถอ่านและวิเคราะห์ข้อความภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นระบบ
Academic Writing มีสองงาน ได้แก่
Task 1: อธิบาย สรุป หรือเปรียบเทียบข้อมูลจากภาพ เช่น กราฟ ตาราง แผนภูมิ แผนภาพกระบวนการ หรือแผนที่ โดยต้องเขียนอย่างน้อย 150 คำ และควรใช้เวลาประมาณ 20 นาที
ตัวอย่างโจทย์สมมติ:
The chart below shows changes in the number of international students at three universities between 2015 and 2025.
ผู้สอบต้องอธิบายแนวโน้มและเปรียบเทียบข้อมูลที่สำคัญ ไม่ใช่แสดงความคิดเห็นส่วนตัวโดยไม่มีข้อมูลสนับสนุน
Task 2: เขียนเรียงความอย่างน้อย 250 คำ โดยควรใช้เวลาประมาณ 40 นาที เพื่ออภิปรายประเด็น แสดงความคิดเห็น หรือพิจารณาข้อโต้แย้งตามคำสั่งโจทย์
ตัวอย่างโจทย์สมมติ:
Some people believe that universities should focus more on practical skills than academic knowledge. To what extent do you agree or disagree?
การเขียนที่ดีต้องมีประเด็นชัดเจน เหตุผลสนับสนุน และการจัดย่อหน้าอย่างเหมาะสม
ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะอ่านบทความวิชาการเพิ่มเติมสามารถศึกษาบทความ IELTS Reading เก็บคะแนนเต็ม เพื่อฝึกทำความเข้าใจบทอ่านและจัดการเวลาให้เหมาะกับข้อสอบ
IELTS General Training เหมาะกับใคร
สำหรับผู้ที่สงสัยว่า IELTS General Training คืออะไร ข้อสอบประเภทนี้ออกแบบมาเพื่อประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน การทำงาน และสถานการณ์ทางสังคม
แม้จะใช้ Listening และ Speaking รูปแบบเดียวกับ Academic แต่เนื้อหา Reading และ Writing จะสะท้อนการสื่อสารที่พบได้ในชีวิตทั่วไปมากกว่า
ผู้ที่ย้ายถิ่นฐานไปทำงานหรือพำนัก
IELTS General Training มักเกี่ยวข้องกับการยื่นขอย้ายถิ่นฐานหรือพำนักในประเทศที่มีระบบตรวจคนเข้าเมืองกำหนดหลักฐานภาษาอังกฤษ
ตัวอย่างเช่น การสมัครในบางเส้นทางของแคนาดา ออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ อาจกำหนดให้ใช้ผลสอบภาษาอังกฤษตามประเภทที่หน่วยงานรับรอง แต่ไม่ใช่วีซ่าทุกประเภทหรือทุกประเทศจะใช้ General Training เหมือนกัน
บางเส้นทางอาจต้องใช้ข้อสอบเฉพาะสำหรับวีซ่า หรือมีเงื่อนไขเกี่ยวกับศูนย์สอบและรูปแบบการจัดสอบเพิ่มเติม
จึงควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองก่อนสมัคร
ผู้ที่เรียนหรือฝึกอบรมต่ำกว่าระดับปริญญา
General Training อาจเหมาะกับผู้ที่ต้องการเรียนหลักสูตรฝึกอบรมหรือการศึกษาที่ต่ำกว่าระดับปริญญา โดยสถาบันกำหนดให้ใช้คะแนนประเภทนี้
อย่างไรก็ตาม หลักสูตรอาชีวศึกษาและหลักสูตรฝึกอบรมไม่ได้รับ General Training ทุกแห่ง บางสถาบันอาจกำหนด Academic หรือข้อสอบประเภทอื่น
ผู้สมัครควรตรวจสอบประเภทข้อสอบที่ยอมรับจากหน้ารับสมัครหลักสูตรโดยตรง
Reading และ Writing แบบ General Training หน้าตาเป็นอย่างไร
General Training Reading มีสามส่วน รวม 40 ข้อ ใช้เวลา 60 นาที โดยลักษณะเนื้อหาจะค่อย ๆ เพิ่มความซับซ้อน
ส่วนแรกมักเป็นข้อความสั้นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น ประกาศ ตารางเวลา หรือข้อมูลบริการ
ส่วนที่สองเน้นบริบทการทำงาน เช่น นโยบายองค์กร คำแนะนำสำหรับพนักงาน หรือข้อมูลการฝึกอบรม
ส่วนที่สามเป็นบทอ่านที่ยาวและซับซ้อนขึ้น โดยผู้สอบต้องอ่านเพื่อทำความเข้าใจใจความสำคัญ รายละเอียด และความสัมพันธ์ของข้อมูล
General Training Writing แบ่งเป็นสองงานเช่นเดียวกับ Academic แต่ Task 1 แตกต่างอย่างชัดเจน
Task 1: เขียนจดหมายอย่างน้อย 150 คำ โดยควรใช้เวลาประมาณ 20 นาที
จดหมายอาจเป็นแบบส่วนตัว กึ่งทางการ หรือทางการ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และผู้รับ
ตัวอย่างโจทย์สมมติ:
You recently stayed at a hotel and left an important item behind. Write a letter to the hotel manager explaining the situation and asking for assistance.
ผู้สอบควรเลือกภาษาให้เหมาะกับผู้รับ เช่น การเขียนถึงผู้จัดการโรงแรมอาจใช้สำนวนสุภาพและตรงประเด็นมากกว่าการเขียนถึงเพื่อนสนิท
Task 2: เขียนเรียงความอย่างน้อย 250 คำ โดยควรใช้เวลาประมาณ 40 นาที
เนื้อหาอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทั่วไป เช่น การทำงาน การศึกษา สิ่งแวดล้อม หรือการใช้ชีวิตในสังคม
IELTS ระบุว่า Task 2 มีน้ำหนักในการให้คะแนนมากกว่า Task 1 จึงควรวางแผนเวลาให้เหมาะสม ไม่ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเขียนจดหมาย
สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกเลือกสำนวนให้เหมาะกับผู้รับ สามารถศึกษาบทความ เขียนอีเมลภาษาอังกฤษแบบมืออาชีพ เพื่อทำความเข้าใจระดับความเป็นทางการและการเรียบเรียงข้อความ ซึ่งสามารถนำหลักการมาประยุกต์กับ IELTS Writing Task 1 แบบจดหมายได้
IELTS for UKVI และ One Skill Retake คืออะไร
นอกจากการเลือกระหว่าง Academic และ General Training แล้ว ผู้สมัครบางคนอาจพบชื่อ IELTS for UKVI หรือ One Skill Retake ในขั้นตอนสมัครสอบ
ทั้งสองคำนี้เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดการสอบและการใช้ผลคะแนน แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นประเภทข้อสอบเดียวกัน
IELTS for UKVI สำหรับวีซ่าสหราชอาณาจักร
IELTS for UKVI เป็นการสอบ IELTS ที่จัดภายใต้ข้อกำหนดสำหรับการใช้ผลสอบประกอบการยื่นวีซ่าหรือการตรวจคนเข้าเมืองของสหราชอาณาจักรในกรณีที่กำหนด
การสอบอาจมีชื่อ IELTS Academic for UKVI หรือ IELTS General Training for UKVI ขึ้นอยู่กับประเภทที่ผู้สมัครต้องใช้
เนื้อหาทักษะของ IELTS for UKVI สอดคล้องกับ IELTS ประเภทที่เลือก แต่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสอบและการยอมรับผลคะแนนตามระบบที่เกี่ยวข้อง
ไม่ใช่ผู้สมัครวีซ่าสหราชอาณาจักรทุกคนต้องสอบ IELTS for UKVI เพราะข้อกำหนดขึ้นอยู่กับเส้นทางวีซ่า สถานศึกษา และหลักฐานภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับ
ก่อนสมัครควรตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์รัฐบาลสหราชอาณาจักรและผู้รับคะแนนโดยตรงว่า
- ต้องใช้ IELTS for UKVI หรือ IELTS ปกติ
- ต้องเป็น Academic หรือ General Training
- ต้องได้คะแนนขั้นต่ำเท่าไร
- ต้องสอบผ่านศูนย์สอบประเภทใด
การเลือกผิดอาจทำให้ไม่สามารถใช้ผลคะแนนกับคำขอที่ต้องการได้ แม้คะแนนจะถึงเกณฑ์ก็ตาม
One Skill Retake สอบใหม่เฉพาะทักษะเดียว
IELTS One Skill Retake เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการสอบใหม่เฉพาะหนึ่งทักษะจาก Listening, Reading, Writing หรือ Speaking แทนการสอบครบสี่ทักษะอีกครั้ง
ตัวอย่างเช่น ผู้สอบได้ Overall ตามเป้าหมายแล้ว แต่ Writing ยังต่ำกว่าคะแนนขั้นต่ำที่มหาวิทยาลัยกำหนด อาจสนใจสอบใหม่เฉพาะ Writing
อย่างไรก็ตาม สิทธิ์ในการใช้ One Skill Retake ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการสอบครั้งแรก ศูนย์สอบ และการเปิดให้บริการในพื้นที่นั้น
ที่สำคัญคือ ผู้รับคะแนนไม่ได้ยอมรับ One Skill Retake ทุกแห่ง จึงต้องตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานปลายทางก่อนเลือกใช้ผลสอบประเภทนี้
สำหรับประเทศไทย ควรตรวจสอบศูนย์สอบที่เปิดให้บริการ ประเภทการสอบที่รองรับ และเงื่อนไขล่าสุดจาก IELTS หรือผู้ให้บริการสอบอย่างเป็นทางการก่อนสมัคร
ไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าสามารถสอบซ้ำหนึ่งทักษะได้กับทุกรอบสอบหรือทุกประเภทวีซ่า
ตัดสินใจเลือกประเภทอย่างไรไม่ให้พลาด
การเลือก IELTS Academic กับ General Training สามารถทำได้อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากข้อกำหนดของผู้รับคะแนนและตรวจสอบรายละเอียดก่อนชำระค่าสมัคร
อ่านข้อกำหนดของผู้รับคะแนนให้ละเอียด
ก่อนสมัครสอบ ควรเปิดหน้าข้อกำหนดภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิชาชีพ หรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง แล้วตรวจสอบข้อมูลต่อไปนี้
- ชื่อข้อสอบ: ระบุ IELTS Academic, General Training หรือ IELTS for UKVI
- คะแนนรวม: ต้องได้ Overall Band เท่าไร
- คะแนนรายทักษะ: มีขั้นต่ำ Listening, Reading, Writing หรือ Speaking หรือไม่
- อายุผลสอบ: รับผลสอบย้อนหลังได้กี่ปี
- รูปแบบการสอบ: ยอมรับการสอบที่ศูนย์สอบ การสอบออนไลน์ หรือรูปแบบอื่นใดบ้าง
- เงื่อนไขเพิ่มเติม: ยอมรับ One Skill Retake หรือไม่
หากประกาศระบุเพียงคำว่า IELTS โดยไม่ได้บอกประเภท ควรติดต่อผู้รับคะแนนเพื่อขอคำยืนยันก่อนสมัคร
กรณีที่ผู้รับคะแนนยอมรับทั้งสองแบบ
หากผู้รับคะแนนระบุชัดเจนว่ายอมรับทั้ง Academic และ General Training จึงค่อยพิจารณาความถนัดของตัวเอง
ผู้ที่คุ้นเคยกับบทความวิชาการและการอธิบายกราฟอาจรู้สึกเหมาะกับ Academic มากกว่า ขณะที่ผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและการทำงานอาจคุ้นเคยกับ General Training
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าประเภทหนึ่งง่ายกว่าอีกประเภทสำหรับทุกคน เพราะข้อสอบ Reading มีเนื้อหาและการแปลงคะแนนต่างกัน
ควรทดลองทำข้อสอบตัวอย่างของทั้งสองประเภทก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะ Reading และ Writing ซึ่งเป็นส่วนที่แตกต่างกันมากที่สุด
หากผู้รับคะแนนยอมรับ TOEFL ด้วย สามารถศึกษาบทความ TOEFL ITP กับ TOEFL iBT ต่างกันอย่างไร เพื่อทำความเข้าใจว่าคะแนน TOEFL ประเภทใดเหมาะกับการเรียนต่อหรือการใช้งานของตนเอง
เลือกสอบบนคอมพิวเตอร์หรือกระดาษ
นอกจากประเภท Academic และ General Training แล้ว ผู้สอบยังต้องเลือกรูปแบบการจัดสอบที่เปิดให้บริการในพื้นที่
IELTS ประกาศว่าตั้งแต่กลางปี 2026 จะยุติการสอบแบบกระดาษและจัดสอบทุกประเภทบนคอมพิวเตอร์ โดยกำหนดเวลาจริงแตกต่างกันตามประเทศ และในบางประเทศจะมีตัวเลือก Writing on Paper ที่ให้เขียนคำตอบพาร์ท Writing ด้วยมือบนกระดาษได้
ผู้ที่พิมพ์ภาษาอังกฤษคล่องอาจสะดวกกับการทำ Writing บนคอมพิวเตอร์ ส่วนผู้ที่คุ้นเคยกับการเขียนด้วยมืออาจเลือก Writing on Paper หากศูนย์สอบเปิดให้บริการ
อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบรูปแบบที่เปิดให้สมัครจริงในประเทศไทย ณ วันที่ต้องการสอบ และยืนยันว่าผู้รับคะแนนยอมรับผลจากรูปแบบนั้น
ไม่ควรเลือกเพียงจากความสะดวกโดยไม่ตรวจสอบเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานปลายทาง
คะแนน IELTS กับระดับ CEFR
IELTS ใช้ระบบคะแนน Band 0-9 เพื่อรายงานระดับความสามารถภาษาอังกฤษในแต่ละทักษะและคะแนนรวม
ขณะเดียวกัน CEFR เป็นกรอบอ้างอิงระดับความสามารถทางภาษาตั้งแต่ A1 ถึง C2 ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนและสถาบันสื่อสารเกี่ยวกับระดับภาษาได้ง่ายขึ้น
IELTS.org แสดงความสัมพันธ์โดยประมาณระหว่างคะแนน IELTS และระดับ CEFR เช่น
| ระดับ CEFR | ช่วงคะแนน IELTS โดยประมาณ |
|---|---|
| B2 | Band 5.5-6.5 |
| C1 | Band 7.0-8.0 |
อย่างไรก็ตาม IELTS ระบุว่าคะแนน IELTS และระดับ CEFR ไม่ได้สอดคล้องกันแบบหนึ่งต่อหนึ่งอย่างสมบูรณ์
จึงไม่ควรใช้ตารางนี้เพื่อสรุปว่าคะแนน Band หนึ่งสามารถแทนผลการประเมิน CEFR ทุกประเภทได้โดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น หากมหาวิทยาลัยกำหนด IELTS Academic Overall 6.5 และ Writing ไม่ต่ำกว่า 6.0 ผู้สมัครต้องตรวจสอบเกณฑ์ดังกล่าวโดยตรง ไม่ใช่อ้างเพียงว่าตนเองอยู่ระดับ B2
นอกจากนี้ ผู้ที่ได้ Overall เท่ากันอาจมีคะแนนรายทักษะแตกต่างกันมาก ซึ่งส่งผลต่อการยอมรับคะแนนในบางหลักสูตร
สำหรับผู้ที่ต้องการเปรียบเทียบ IELTS กับ TOEFL, TOEIC หรือข้อสอบภาษาอังกฤษประเภทอื่น สามารถศึกษาบทความ เทียบคะแนนสอบภาษาอังกฤษกับ CEFR เพื่อเข้าใจประโยชน์และข้อจำกัดของการเทียบระดับ
เตรียมตัวให้ตรงกับประเภทที่เลือก
เมื่อเลือกประเภท IELTS ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือวางแผนฝึกให้ตรงกับข้อสอบจริง
ผู้ที่เตรียม Academic ไม่ควรใช้แบบฝึก Reading และ Writing ของ General Training เป็นหลัก และผู้ที่เตรียม General Training ก็ควรฝึกการเขียนจดหมายให้เหมาะกับโจทย์ของตนเอง
สิ่งที่ฝึกร่วมกันได้
เนื่องจาก Listening และ Speaking ใช้รูปแบบเดียวกัน ผู้เตรียมสอบทั้งสองประเภทจึงสามารถฝึกทักษะเหล่านี้ร่วมกันได้
สำหรับ Listening ควรฝึกฟังบทสนทนาและการบรรยายภาษาอังกฤษ จับใจความสำคัญ ระบุรายละเอียด และทำความเข้าใจข้อมูลที่ผู้พูดสื่อ
ควรฝึกฟังสำเนียงที่หลากหลาย พร้อมตรวจสอบข้อผิดพลาดว่าเกิดจากการฟังเสียงไม่ทัน ไม่รู้คำศัพท์ หรืออ่านคำถามผิด
สำหรับ Speaking ควรฝึกตอบคำถามเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน อธิบายประสบการณ์ และแสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผล
ผู้เรียนสามารถฝึกกับครูหรือคู่สนทนาเพื่อรับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความคล่องแคล่ว การออกเสียง ความถูกต้องทางไวยากรณ์ และการใช้คำศัพท์
นอกจากนี้ ทั้งสองประเภทควรฝึกบริหารเวลาและทำ Mock Test เสมือนจริง เพื่อให้คุ้นเคยกับระยะเวลาการสอบจริง
สิ่งที่ต้องแยกฝึก
ผู้เตรียม IELTS Academic ควรเน้นการอ่านบทความเชิงวิชาการ การสรุปแนวโน้มจากข้อมูล และการเขียนเรียงความที่มีโครงสร้างชัดเจน
สำหรับ Writing Task 1 ต้องฝึกอธิบายข้อมูลอย่างเป็นกลาง เช่น เปรียบเทียบตัวเลข แนวโน้ม และความแตกต่างสำคัญ โดยไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวที่โจทย์ไม่ได้ต้องการ
ผู้เตรียม IELTS General Training ควรฝึกอ่านประกาศ เอกสารเกี่ยวกับงาน และบทอ่านทั่วไป รวมถึงการเขียนจดหมายที่เลือกน้ำเสียงได้เหมาะกับผู้รับ
ตัวอย่างเช่น การเขียนจดหมายร้องเรียนถึงบริษัทต้องใช้ภาษาต่างจากการเขียนจดหมายเชิญเพื่อนมาพักที่บ้าน
ผู้สอบทั้งสองประเภทควรฝึก Writing Task 2 ด้วย เพราะเป็นส่วนที่มีน้ำหนักคะแนนสูง และต้องใช้ความสามารถในการพัฒนาเหตุผลและจัดโครงสร้างเรียงความ
สามารถศึกษาบทความ Writing Task เก็บคะแนนสูง เพื่อฝึกวางโครงสร้างงานเขียนและตรวจสอบความชัดเจนของเหตุผลให้เหมาะกับประเภทข้อสอบ
สำหรับผู้ที่มีเวลาจำกัดก่อนวันสอบ สามารถใช้บทความ แผนเตรียมสอบตามเวลาที่มี เพื่อจัดตารางฝึก Listening, Reading, Writing และ Speaking ตามจุดอ่อนและคะแนนเป้าหมาย
คำถามที่พบบ่อย
General Training ง่ายกว่า Academic จริงไหม
ไม่สามารถสรุปได้ว่า General Training ง่ายกว่า Academic สำหรับทุกคน
แม้ General Training Reading จะใช้เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและการทำงานมากกว่า แต่ทั้งสองประเภทมีลักษณะข้อสอบและเกณฑ์แปลงคะแนนที่แตกต่างกัน
สำหรับ Writing ผู้ที่คุ้นเคยกับการเขียนจดหมายอาจรู้สึกว่า General Training Task 1 เข้าถึงง่ายกว่า ขณะที่ผู้ที่ฝึกอธิบายกราฟเป็นประจำอาจถนัด Academic Task 1 มากกว่า
ควรเลือกตามข้อกำหนดของผู้รับคะแนนก่อน แล้วจึงเตรียมตัวตามรูปแบบที่ต้องสอบ
ใช้คะแนน Academic ยื่นวีซ่าได้ไหม
ขึ้นอยู่กับประเภทวีซ่า ประเทศ และข้อกำหนดของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง
บางเส้นทางอาจยอมรับ IELTS Academic ขณะที่บางเส้นทางกำหนด General Training หรือ IELTS for UKVI โดยเฉพาะ
จึงไม่ควรสรุปว่า IELTS Academic ใช้ยื่นวีซ่าได้ทุกประเภทเพียงเพราะเป็นข้อสอบที่เน้นการศึกษา
ผู้สมัครควรตรวจสอบจากเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองก่อนสมัครสอบ
ผลสอบ IELTS มีอายุกี่ปี
โดยทั่วไป IELTS แนะนำให้ใช้ผลสอบภายในสองปีนับจากวันสอบ เนื่องจากความสามารถทางภาษาอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไป
อย่างไรก็ตาม ผู้รับคะแนนแต่ละแห่งสามารถกำหนดนโยบายของตนเองเกี่ยวกับอายุผลสอบที่ยอมรับได้
บางมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองอาจมีข้อกำหนดเฉพาะ จึงควรตรวจสอบวันสอบและกำหนดยื่นเอกสารให้สอดคล้องกัน
เลือกประเภทให้ถูก แล้วเตรียมให้ตรงจุด
หากกำลังตัดสินใจระหว่าง IELTS Academic กับ General Training สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าเริ่มจากคำถามว่าข้อสอบไหนง่ายกว่า แต่ให้เริ่มจากข้อกำหนดของผู้รับคะแนน
สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า IELTS Academic มักเป็นประเภทที่สถาบันกำหนด ส่วนผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานหรือเข้ารับการฝึกอบรมบางประเภทอาจต้องใช้ General Training หรือข้อสอบเฉพาะสำหรับวีซ่า
เมื่อเลือกประเภทได้แล้ว ควรตรวจสอบคะแนนขั้นต่ำ อายุผลสอบ และรูปแบบการจัดสอบก่อนสมัคร จากนั้นจึงวางแผนฝึก Reading และ Writing ให้ตรงกับข้อสอบที่ต้องใช้จริง
หากยังไม่แน่ใจว่าควรสอบ IELTS หรือข้อสอบภาษาอังกฤษประเภทอื่น สามารถอ่านบทความ เลือกข้อสอบภาษาอังกฤษให้ตรงเป้าหมาย เพื่อเปรียบเทียบ IELTS, TOEFL, TOEIC และข้อสอบที่ใช้สำหรับเรียนต่อหรือทำงาน
ต้องการเตรียม IELTS ให้ตรงกับประเภทข้อสอบและคะแนนเป้าหมาย?
สามารถสอบถามรายละเอียดการเรียน IELTS แบบตัวต่อตัวหรือออนไลน์กับครูเจ้าของภาษา โดยเน้นการพัฒนา Writing และ Speaking พร้อมรับข้อเสนอแนะตามระดับภาษาอังกฤษของผู้เรียนได้ที่ หลักสูตรเตรียมสอบภาษาอังกฤษของ inlingua
ศึกษาข้อมูลหลักสูตรและติดต่อสอบถามได้ผ่านเว็บไซต์ inlingua Bangkok
การเลือกข้อสอบให้ถูกประเภทตั้งแต่แรก จะช่วยให้ใช้เวลาเตรียมตัวกับทักษะที่จำเป็น และลดความเสี่ยงจากการมีคะแนนที่ไม่ตรงกับข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานปลายทาง



