GMAT สำหรับคนที่วางแผนเรียน MBA รู้จักข้อสอบฉบับปัจจุบันและวางแผนเตรียมตัวควบคู่งานประจำ

ชายวัยทำงานสวมเบลเซอร์จดโจทย์บนกระดาษกราฟข้างแล็ปท็อปตอนกลางคืนหลังเลิกงาน

หลังทำงานมาได้หลายปี คุณอาจเริ่มวางแผนเรียน MBA เพื่อพัฒนาทักษะการบริหารหรือเตรียมเปลี่ยนสายงาน แต่เมื่อค้นหาวิธีเตรียมสอบ GMAT กลับพบคำแนะนำจากหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการฝึก Sentence Correction การเขียน Analytical Writing Assessment และการตั้งเป้าคะแนนจากสเกลเดิมที่เต็ม 800

ปัญหาคือ GMAT ฉบับปัจจุบันเปลี่ยนโครงสร้างไปแล้ว ข้อสอบเหลือสามพาร์ท ได้แก่ Quantitative Reasoning, Verbal Reasoning และ Data Insights โดยใช้คะแนนรวมช่วง 205-805

การสอบ GMAT ไม่ใช่การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษแบบ IELTS หรือ TOEFL แต่เป็นการประเมินความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงปริมาณ อ่านและวิเคราะห์ข้อโต้แย้ง รวมถึงตีความข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเรียนด้านธุรกิจและการบริหาร

สำหรับคนวัยทำงาน ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ข้อสอบเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการจัดเวลาฝึกหลังเลิกงาน การวางแผนสอบให้ทันรอบสมัคร MBA และการเตรียมเอกสารอื่นควบคู่กัน

บทความนี้สรุปโครงสร้างข้อสอบปัจจุบัน วิธีอ่านคะแนน แนวทางฝึกแต่ละพาร์ท และตัวอย่างแผนเตรียมตัวที่สามารถปรับให้เข้ากับตารางงานประจำได้

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน แสดง

GMAT คืออะไร และใครใช้คะแนน

GMAT ย่อมาจาก Graduate Management Admission Test เป็นข้อสอบมาตรฐานที่ใช้ประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาสำหรับผู้สมัครหลักสูตรด้านธุรกิจและการจัดการ

ผลสอบสามารถใช้ประกอบการสมัคร MBA และหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาด้านบริหารธุรกิจที่ยอมรับคะแนน GMAT

อย่างไรก็ตาม การมีคะแนน GMAT ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการตอบรับเข้าศึกษาโดยอัตโนมัติ เพราะมหาวิทยาลัยยังอาจพิจารณาประสบการณ์ทำงาน ผลการเรียน เรียงความสมัคร และการสัมภาษณ์ร่วมด้วย

ข้อสอบของ GMAC สำหรับหลักสูตรบริหารธุรกิจ

GMAT พัฒนาโดย Graduate Management Admission Council หรือ GMAC ซึ่งเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาด้านการจัดการระดับบัณฑิตศึกษา

ข้อสอบออกแบบมาเพื่อประเมินความสามารถที่มีความสำคัญต่อการเรียนด้านธุรกิจ เช่น

  • การวิเคราะห์ปัญหาเชิงปริมาณ
  • การทำความเข้าใจและประเมินเหตุผลจากข้อความ
  • การใช้ข้อมูลจากตาราง กราฟ และแหล่งข้อมูลหลายประเภท
  • การตัดสินใจจากหลักฐานภายใต้เวลาจำกัด

ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการที่ต้องเปรียบเทียบยอดขายหลายสาขาอาจต้องอ่านรายงาน วิเคราะห์แนวโน้ม และเลือกแนวทางที่มีเหตุผลสนับสนุน

ทักษะลักษณะนี้มีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่ GMAT ประเมิน แม้ข้อสอบจริงจะใช้รูปแบบคำถามเฉพาะของตนเอง

MBA ในไทยกับต่างประเทศใช้ต่างกันอย่างไร

หลักสูตร MBA ในไทยและต่างประเทศอาจมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ GMAT แตกต่างกัน

บางหลักสูตรกำหนดให้ยื่นคะแนน GMAT หรือ GRE ขณะที่บางหลักสูตรอาจเปิดทางเลือกอื่น หรือมีเงื่อนไขยกเว้นตามคุณสมบัติของผู้สมัคร

ผู้สมัครจึงควรตรวจสอบเว็บไซต์หลักสูตรโดยตรงว่า

  1. ต้องยื่น GMAT หรือไม่
  2. ยอมรับ GRE แทนได้หรือไม่
  3. มีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำหรือแนวทางพิจารณาคะแนนอย่างไร
  4. ต้องใช้คะแนนภาษาอังกฤษแยกต่างหากหรือไม่
  5. กำหนดส่งผลคะแนนตรงกับรอบสมัครใด

ไม่ควรใช้เกณฑ์จากมหาวิทยาลัยหนึ่งไปคาดเดาข้อกำหนดของอีกมหาวิทยาลัย เพราะแต่ละหลักสูตรมีนโยบายรับสมัครของตนเอง

GMAT กับ GRE

GMAT และ GRE เป็นข้อสอบที่อาจใช้ประกอบการสมัครระดับบัณฑิตศึกษา แต่มีวัตถุประสงค์และโครงสร้างแตกต่างกัน

GMAT เน้นการประเมินทักษะที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาด้านธุรกิจและการจัดการ ส่วน GRE เป็นข้อสอบที่ใช้กับหลักสูตรบัณฑิตศึกษาหลากหลายสาขา

หาก MBA ที่สนใจยอมรับทั้งสองข้อสอบ ผู้สมัครสามารถเปรียบเทียบรูปแบบคำถาม ความถนัด และเวลาที่มีสำหรับเตรียมตัวก่อนตัดสินใจ

นอกจากนี้ หลักสูตร MBA ต่างประเทศบางแห่งอาจกำหนดให้ผู้สมัครยื่น IELTS หรือ TOEFL เพื่อแสดงความสามารถภาษาอังกฤษแยกจาก GMAT ด้วย

หากพบข้อกำหนดเกี่ยวกับ TOEFL สามารถศึกษาบทความ TOEFL ITP กับ TOEFL iBT ต่างกันอย่างไร เพื่อเข้าใจว่าคะแนนแต่ละประเภทใช้แทนกันได้หรือไม่ และควรเลือกตามเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยอย่างไร

โครงสร้างข้อสอบ GMAT ฉบับปัจจุบัน

ข้อสอบ GMAT รูปแบบปัจจุบันเคยเปิดตัวภายใต้ชื่อ GMAT Focus Edition ก่อนที่ GMAC จะใช้ชื่อ GMAT exam สำหรับข้อสอบรุ่นปัจจุบัน

ดังนั้น หากพบเว็บไซต์ที่ยังเรียกว่า GMAT Focus Edition ควรตรวจสอบว่าเนื้อหานั้นอ้างถึงข้อสอบโครงสร้างเดียวกับที่ใช้อยู่หรือไม่

โครงสร้างข้อสอบ GMAT ปัจจุบันประกอบด้วยสามพาร์ท รวม 64 ข้อ ใช้เวลาทำข้อสอบ 2 ชั่วโมง 15 นาที ไม่รวมช่วงพักที่เลือกใช้ได้

พาร์ท จำนวนข้อ เวลา ทักษะหลัก
Quantitative Reasoning 21 45 นาที การใช้เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์และแก้ปัญหา
Verbal Reasoning 23 45 นาที การอ่านวิเคราะห์และประเมินข้อโต้แย้ง
Data Insights 20 45 นาที การตีความและบูรณาการข้อมูล
รวม 64 135 นาที สามด้านหลัก

Quantitative Reasoning 21 ข้อ 45 นาที

Quantitative Reasoning ประเมินความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงปริมาณและแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์

เนื้อหามุ่งเน้นความเข้าใจแนวคิดพื้นฐาน เช่น เลขคณิตและพีชคณิต รวมถึงการเลือกวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสม

ตัวอย่างโจทย์สมมติ:

A company increases its monthly revenue from $80,000 to $92,000. What is the percentage increase?

ผู้สอบต้องหาผลต่าง 12,000 แล้วเปรียบเทียบกับฐานเดิม 80,000 จึงได้อัตราเพิ่มขึ้น 15%

โจทย์จริงอาจซับซ้อนกว่านี้ แต่หลักสำคัญคือการอ่านเงื่อนไขให้ถูกต้องและใช้เหตุผลในการคำนวณ

สำหรับ Quantitative Reasoning ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข จึงควรฝึกคำนวณและประมาณค่าอย่างมีประสิทธิภาพ

Verbal Reasoning 23 ข้อ 45 นาที

Verbal Reasoning ประเมินการอ่านทำความเข้าใจข้อความและการวิเคราะห์เหตุผล

ข้อสอบปัจจุบันเน้นสองประเภทหลัก ได้แก่ Reading Comprehension และ Critical Reasoning

ต่างจากรูปแบบ GMAT เก่าที่มี Sentence Correction พาร์ท Verbal ฉบับปัจจุบันไม่มีคำถามประเภทนี้

ผู้ที่ใช้หนังสือติว GMAT รุ่นเก่าจึงควรตรวจสอบเนื้อหาก่อนนำมาวางแผนฝึก เพราะอาจเสียเวลาไปกับรูปแบบข้อสอบที่ไม่อยู่ในโครงสร้างปัจจุบัน

Data Insights 20 ข้อ 45 นาที

Data Insights เป็นพาร์ทที่ประเมินความสามารถในการอ่าน วิเคราะห์ และเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายรูปแบบ

คำถามอาจนำเสนอข้อมูลผ่านตาราง กราฟ ข้อความ หรือแหล่งข้อมูลหลายชุด แล้วให้ผู้สอบพิจารณาความสัมพันธ์หรือข้อสรุปที่เหมาะสม

ทักษะนี้มีความเกี่ยวข้องกับการทำงานด้านธุรกิจ เพราะการตัดสินใจในองค์กรต้องอาศัยข้อมูลมากกว่าหนึ่งแหล่ง

อย่างไรก็ตาม ความคุ้นเคยกับรายงานในที่ทำงานไม่ได้รับประกันว่าจะทำข้อสอบได้ดี ผู้สอบยังต้องฝึกรูปแบบคำถามและบริหารเวลาให้เหมาะสม

เลือกลำดับพาร์ทเองและพักได้ 1 ครั้ง

GMAT เปิดให้ผู้สอบเลือกลำดับการทำสามพาร์ทได้ตามความถนัด

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีสมาธิดีในช่วงเริ่มต้นอาจเลือกทำ Quantitative Reasoning ก่อน ขณะที่ผู้ที่ต้องการเริ่มจากการอ่านอาจเลือก Verbal Reasoning

ผู้สอบยังสามารถเลือกพักได้หนึ่งครั้ง เป็นเวลา 10 นาที หลังจบพาร์ทแรกหรือพาร์ทที่สอง

การเลือกลำดับพาร์ทควรทดลองระหว่างทำข้อสอบจำลอง ไม่ใช่ตัดสินใจครั้งแรกในวันสอบจริง

หากพบว่าการเริ่มด้วยพาร์ทที่ยากที่สุดทำให้เหนื่อยเร็ว อาจลองเปลี่ยนลำดับเพื่อเปรียบเทียบสมาธิและผลการทำข้อสอบ

คะแนน GMAT อ่านอย่างไร

คะแนน GMAT ฉบับปัจจุบันใช้สเกลแตกต่างจากข้อสอบรุ่นเก่า จึงต้องระวังเมื่ออ่านบทความหรือคำแนะนำที่อ้างอิงคะแนนเต็ม 800

คะแนนรวม 205-805

คะแนนรวมของ GMAT ฉบับปัจจุบันอยู่ในช่วง 205-805 คะแนน และเพิ่มทีละ 10 คะแนน

คะแนนรวมสะท้อนผลการประเมินจากทั้งสามพาร์ท ได้แก่ Quantitative Reasoning, Verbal Reasoning และ Data Insights

ตัวอย่างเช่น ผู้สมัครที่ตั้งเป้าคะแนนตามเกณฑ์ของ MBA ควรตรวจสอบว่ามหาวิทยาลัยใช้สเกล GMAT ปัจจุบันหรือกำลังอ้างถึงผลสอบรุ่นเก่า

ไม่ควรนำคะแนน 700 จากข้อสอบเดิมไปเทียบตรงกับคะแนน 700 ของข้อสอบปัจจุบัน เพราะเป็นคนละสเกลและมีวิธีรายงานคะแนนต่างกัน

GMAC มีข้อมูลเปรียบเทียบคะแนนระหว่างรูปแบบเก่าและใหม่เพื่อช่วยตีความผลสอบ แต่การเทียบดังกล่าวไม่ใช่การนำตัวเลขเดียวกันมาใช้แทนกันโดยตรง

คะแนนรายพาร์ท 60-90

แต่ละพาร์ทมีคะแนนตั้งแต่ 60-90 คะแนน

พาร์ท ช่วงคะแนน
Quantitative Reasoning 60-90
Verbal Reasoning 60-90
Data Insights 60-90
คะแนนรวม 205-805

ผู้สมัครควรพิจารณาทั้งคะแนนรวมและผลรายพาร์ทเพื่อวางแผนการฝึก

ตัวอย่างเช่น หากทำ Verbal ได้ดี แต่ Data Insights ต่ำกว่าที่คาด การฝึกเพิ่มเติมควรเน้นการอ่านตาราง กราฟ และการใช้เหตุผลจากข้อมูลหลายแหล่ง

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถคำนวณคะแนนรวมจากการบวกคะแนนรายพาร์ทตรง ๆ ได้ เพราะ GMAT ใช้ระบบการให้คะแนนเฉพาะของข้อสอบ

อายุผลสอบ

ผลสอบ GMAT มีอายุ 5 ปี ตามนโยบายของ GMAC

แต่ผู้สมัครยังต้องตรวจสอบว่าหลักสูตร MBA ที่ต้องการยื่นมีข้อกำหนดเกี่ยวกับอายุผลสอบหรือช่วงวันที่ยอมรับคะแนนเพิ่มเติมหรือไม่

หากวางแผนสมัครหลายปีการศึกษา ควรบันทึกวันสอบและวันหมดอายุของผลคะแนนไว้ในแผนสมัคร

Data Insights คืออะไร และทำไมคนทำงานได้เปรียบ

Data Insights เป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่ทำให้ GMAT ฉบับปัจจุบันแตกต่างจากข้อสอบรุ่นเก่า

พาร์ทนี้ไม่ได้ประเมินเพียงการอ่านข้อมูล แต่ยังทดสอบความสามารถในการเปรียบเทียบ วิเคราะห์ และตัดสินใจจากหลักฐานที่มีอยู่

คนทำงานที่คุ้นเคยกับการอ่านรายงานหรือวิเคราะห์ผลประกอบการอาจมีประสบการณ์ที่ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ในโจทย์ได้เร็วขึ้น

แต่ยังต้องฝึกทักษะเฉพาะของข้อสอบ เพราะรูปแบบการถามและข้อจำกัดด้านเวลาต่างจากการทำงานจริง

อ่านข้อมูลจากหลายแหล่งพร้อมกัน

ในการทำงาน ผู้จัดการอาจต้องอ่านรายงานยอดขาย ต้นทุน และความพึงพอใจของลูกค้าเพื่อพิจารณาว่าควรปรับกลยุทธ์หรือไม่

Data Insights ใช้แนวคิดใกล้เคียงกัน โดยให้ผู้สอบเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ แล้วเลือกข้อสรุปที่มีหลักฐานรองรับ

คำถามประเภท Multi-Source Reasoning อาจให้ข้อมูลหลายส่วนที่ต้องพิจารณาร่วมกัน

ผู้สอบจึงต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือข้อสันนิษฐาน และข้อมูลใดเพียงพอสำหรับการตัดสินใจ

ตาราง กราฟ และข้อความในข้อเดียว

Data Insights อาจประกอบด้วยรูปแบบคำถาม เช่น Table Analysis, Graphics Interpretation, Two-Part Analysis และ Data Sufficiency

ตัวอย่างโจทย์สมมติ:

บริษัทมีข้อมูลยอดขายสามภูมิภาค พร้อมต้นทุนการดำเนินงานและอัตราการเติบโต

คำถามอาจไม่ได้ถามว่าภูมิภาคใดมียอดขายสูงสุด แต่ถามว่าภูมิภาคใดมีอัตรากำไรดีที่สุดเมื่อพิจารณาต้นทุนร่วมด้วย

ผู้สอบต้องระวังการสรุปจากตัวเลขที่โดดเด่นเพียงค่าเดียว

การฝึก Data Insights จึงควรเริ่มจากการอ่านหัวตาราง หน่วยวัด และเงื่อนไข ก่อนลงมือคำนวณหรือเลือกคำตอบ

ผู้ที่ต้องการพัฒนาการประเมินหลักฐานและข้อสรุปเพิ่มเติมสามารถศึกษาบทความ วิธีฝึก Critical Thinking เพื่อฝึกตั้งคำถามกับข้อมูลและแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น

Verbal Reasoning สำหรับคนไทย

สำหรับผู้สมัคร MBA ที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก Verbal Reasoning อาจเป็นพาร์ทที่ต้องใช้เวลาเตรียมตัวมาก เพราะต้องอ่านภาษาอังกฤษเชิงวิเคราะห์ภายใต้เวลาจำกัด

ความท้าทายไม่ใช่เพียงคำศัพท์ยาก แต่รวมถึงการเข้าใจโครงสร้างเหตุผลและระบุสิ่งที่ข้อความไม่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน

Reading Comprehension เชิงวิเคราะห์

Reading Comprehension ทดสอบการเข้าใจใจความสำคัญ รายละเอียด ความสัมพันธ์ของข้อมูล และจุดประสงค์ของผู้เขียน

ตัวอย่างข้อความที่แต่งขึ้น:

Although the company’s new policy reduced operating costs, employee satisfaction declined during the same period.

ผู้สอบต้องเข้าใจว่าข้อความกล่าวถึงผลสองด้านที่เกิดขึ้นในช่วงเดียวกัน แต่ไม่ได้พิสูจน์โดยอัตโนมัติว่านโยบายใหม่เป็นสาเหตุโดยตรงของความพึงพอใจที่ลดลง

การอ่านแบบ GMAT จึงต้องระวังการตีความเกินข้อมูล

วิธีฝึกที่เหมาะสมคืออ่านแต่ละย่อหน้าแล้วสรุปสั้น ๆ ว่าผู้เขียนกำลังเสนอประเด็น สนับสนุนข้ออ้าง หรือแสดงข้อจำกัด

Critical Reasoning

Critical Reasoning ประเมินความสามารถในการวิเคราะห์ข้อโต้แย้ง เช่น ระบุสมมติฐาน ประเมินหลักฐาน หรือพิจารณาว่าข้อมูลใดช่วยสนับสนุนหรือทำให้ข้อสรุปอ่อนลง

ตัวอย่าง:

บริษัทพบว่าพนักงานที่ทำงานจากบ้านมีประสิทธิภาพสูงขึ้น จึงสรุปว่าการทำงานจากบ้านเป็นสาเหตุที่ทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ข้อสรุปนี้อาจมีสมมติฐานซ่อนอยู่ เช่น ไม่ได้พิจารณาว่าพนักงานกลุ่มดังกล่าวมีประสบการณ์มากกว่ากลุ่มอื่นหรือไม่

ผู้สอบต้องมองหาช่องว่างระหว่างหลักฐานกับข้อสรุป ไม่ใช่เลือกคำตอบที่ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุดในชีวิตประจำวัน

สำหรับคนไทยที่ต้องการพัฒนาความเร็วในการอ่าน ควรฝึกอ่านข้อความสั้นและสรุปข้อโต้แย้งเป็นภาษาอังกฤษ โดยไม่แปลทุกคำเป็นภาษาไทยก่อนเสมอไป

วางแผนเตรียม GMAT ควบคู่งานประจำ

การเตรียม GMAT สำหรับคนทำงานควรเน้นความสม่ำเสมอและการใช้เวลาที่มีอย่างมีเป้าหมาย

การฝึกวันละเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องอาจเหมาะกับตารางงานมากกว่าการอ่านหนักเฉพาะช่วงก่อนสอบ

วัดระดับด้วยข้อสอบเสมือนจริงก่อนวางแผน

ก่อนเริ่มติว GMAT ควรทดลองทำข้อสอบจำลองที่อ้างอิงโครงสร้างปัจจุบัน เพื่อดูระดับเริ่มต้นของแต่ละพาร์ท

ผลที่ได้ช่วยให้ตอบคำถามสำคัญ เช่น

  • พาร์ทใดใช้เวลามากเกินไป
  • ผิดเพราะไม่เข้าใจแนวคิดหรืออ่านโจทย์ไม่ทัน
  • มีปัญหาด้านคณิตศาสตร์พื้นฐานหรือไม่
  • อ่านข้อโต้แย้งภาษาอังกฤษได้เร็วเพียงใด
  • จัดการข้อมูลหลายชุดใน Data Insights ได้ดีแค่ไหน

หลังจากนั้นจึงกำหนดเป้าหมายคะแนนและวางแผนฝึกตามจุดอ่อน

สามารถศึกษาบทความ Mock Test เสมือนจริง เพื่อเข้าใจวิธีใช้ข้อสอบจำลองประเมินระดับและติดตามความก้าวหน้า

แบ่งเวลาฝึกวันธรรมดากับเสาร์-อาทิตย์

สำหรับคนที่ทำงานเต็มเวลา อาจแบ่งการฝึกออกเป็นช่วงสั้นในวันธรรมดา และช่วงยาวในวันหยุด

ตัวอย่างตารางฝึกสำหรับผู้ที่มีเวลาหลังเลิกงาน:

วัน แนวทางฝึก
จันทร์ Quantitative Reasoning และทบทวนข้อผิดพลาด
อังคาร Verbal Reading Comprehension
พุธ Data Insights และการอ่านตารางหรือกราฟ
พฤหัสบดี Critical Reasoning
ศุกร์ ทบทวนคำถามที่เคยผิด
เสาร์ ทำชุดข้อสอบแบบจับเวลา
อาทิตย์ วิเคราะห์ผลและปรับแผนสัปดาห์ถัดไป

ตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกคน

ผู้ที่มีเวลาน้อยอาจเริ่มจากวันละ 30-45 นาที ส่วนผู้ที่ใกล้วันสอบอาจต้องเพิ่มเวลาฝึกตามความพร้อมและภาระงาน

สิ่งสำคัญคือไม่ฝึกโจทย์จำนวนมากโดยไม่กลับมาทบทวนเหตุผลของข้อผิดพลาด

สำหรับผู้ที่ต้องการจัดแผนเป็นช่วง 4, 8 หรือ 12 สัปดาห์ สามารถศึกษาบทความ แผนเตรียมสอบตามเวลาที่มี แล้วปรับจำนวนชั่วโมงให้เหมาะกับตารางงานและระดับเริ่มต้น

กำหนดรอบสอบให้เหลือเวลาสอบซ้ำก่อนยื่น

ผู้สมัครควรเริ่มจากกำหนดส่งเอกสารของ MBA แล้วนับย้อนกลับมาเพื่อเลือกรอบสอบ

ควรเผื่อเวลาสำหรับการประกาศผล การส่งคะแนน และการเตรียมเอกสารอื่น เช่น เรียงความสมัครหรือจดหมายรับรอง

หากผลสอบครั้งแรกยังไม่ถึงเป้าหมาย การมีช่วงเวลาสำรองจะช่วยให้ทบทวนจุดอ่อนก่อนสมัครสอบใหม่ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรวางแผนสอบซ้ำถี่เกินไปโดยไม่มีเวลาปรับวิธีฝึก เพราะอาจเพิ่มค่าใช้จ่ายและความเครียดโดยไม่ได้แก้ปัญหาหลัก

นอกจาก GMAT ต้องเตรียมอะไรสำหรับ MBA

การสมัคร MBA ไม่ได้พิจารณาเพียงคะแนนสอบ แต่ยังต้องแสดงให้เห็นว่าผู้สมัครมีประสบการณ์และเป้าหมายที่เหมาะกับหลักสูตร

เอกสารและขั้นตอนที่อาจพบ ได้แก่

เรียงความสมัคร: อธิบายเป้าหมายอาชีพ เหตุผลที่ต้องการเรียน MBA และประสบการณ์ที่สะท้อนความสามารถในการทำงานหรือเป็นผู้นำ

คะแนนภาษาอังกฤษ: บางหลักสูตรอาจกำหนด IELTS หรือ TOEFL แยกจาก GMAT โดยเฉพาะเมื่อผู้สมัครไม่ได้มีคุณสมบัติได้รับการยกเว้นตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย

การสัมภาษณ์: ผู้สมัครอาจต้องอธิบายประสบการณ์ทำงาน การตัดสินใจในสถานการณ์จริง และเหตุผลที่เลือกหลักสูตรนั้น

จดหมายรับรอง: บางหลักสูตรอาจขอความคิดเห็นจากหัวหน้างานหรือบุคคลที่สามารถประเมินศักยภาพของผู้สมัครได้

ผู้ที่ต้องการวางแผนองค์ประกอบเหล่านี้ร่วมกันสามารถศึกษาบทความ เตรียมตัวเรียนต่อปริญญาโทและเอก เพื่อจัดลำดับการเตรียมคะแนนและเอกสารสมัคร

หากต้องยื่นผลสอบภาษาอังกฤษเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความ เทียบคะแนนสอบภาษาอังกฤษกับ CEFR เพื่อทำความเข้าใจระดับภาษาโดยประมาณ ก่อนตรวจสอบเกณฑ์ IELTS หรือ TOEFL ที่หลักสูตรกำหนดโดยตรง

คำถามที่พบบ่อย

ไม่ถนัดคณิตศาสตร์สอบ GMAT ได้ไหม

ได้ ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องเรียนจบสายคณิตศาสตร์โดยเฉพาะจึงจะเตรียม GMAT ได้

Quantitative Reasoning เน้นการใช้เหตุผลและความเข้าใจคณิตศาสตร์พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อสอบ มากกว่าการใช้สูตรขั้นสูงทุกประเภท

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่มั่นใจคณิตศาสตร์ควรเริ่มจากการทบทวนพื้นฐานและฝึกแก้โจทย์อย่างเป็นขั้นตอน ก่อนเพิ่มความเร็วในการทำข้อสอบ

ควรเตรียมกี่เดือน

ระยะเวลาเตรียมตัวขึ้นอยู่กับระดับเริ่มต้น คะแนนเป้าหมาย และจำนวนชั่วโมงที่สามารถฝึกได้ต่อสัปดาห์

ผู้ที่มีพื้นฐานดีและมีเวลาฝึกสม่ำเสมออาจใช้เวลาน้อยกว่าผู้ที่ต้องทบทวนทั้งคณิตศาสตร์และการอ่านเชิงวิเคราะห์

สำหรับคนทำงาน อาจเริ่มวางแผนเป็นช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน แล้วประเมินความก้าวหน้าจาก Mock Test เป็นระยะ

ไม่ควรเชื่อคำรับประกันว่าจะเพิ่มคะแนนได้ตามจำนวนที่กำหนดภายในระยะเวลาเดียวกันสำหรับทุกคน

MBA ในไทยต้องใช้ GMAT ไหม

ไม่ใช่ทุกหลักสูตร MBA ในไทยที่กำหนดให้ใช้ GMAT

บางหลักสูตรอาจยอมรับข้อสอบประเภทอื่น มีการประเมินของสถาบันเอง หรือกำหนดเงื่อนไขแตกต่างตามประเภทผู้สมัคร

ควรตรวจสอบประกาศรับสมัครของหลักสูตรและปีการศึกษาที่ต้องการสมัครโดยตรง รวมถึงเกณฑ์ภาษาอังกฤษและเอกสารอื่นที่ต้องใช้

วางแผน GMAT ให้สอดคล้องกับรอบสมัคร MBA

การสอบ GMAT ฉบับปัจจุบันต้องเตรียมสามทักษะหลัก ได้แก่ Quantitative Reasoning, Verbal Reasoning และ Data Insights พร้อมฝึกบริหารเวลาให้เหมาะกับข้อสอบที่ใช้เวลารวม 2 ชั่วโมง 15 นาที

สำหรับคนทำงาน การวางแผนที่ดีควรเริ่มจากการประเมินระดับ เลือกช่วงเวลาฝึกที่ทำได้จริง และกำหนดวันสอบโดยนับย้อนจากรอบสมัคร MBA

หากหลักสูตรกำหนดคะแนนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ควรแยกแผนเตรียม IELTS หรือ TOEFL ออกจาก GMAT อย่างชัดเจน เพราะวัตถุประสงค์ของข้อสอบต่างกัน

ผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าควรใช้คะแนนประเภทใดสำหรับการเรียนต่อ สามารถศึกษาบทความ เลือกข้อสอบภาษาอังกฤษให้ตรงเป้าหมาย เพื่อเปรียบเทียบข้อสอบที่ใช้ในการสมัครเรียนและการประเมินภาษาอังกฤษ

ต้องการเตรียม GMAT ให้เหมาะกับเวลางานและคะแนนเป้าหมาย?

สามารถสอบถามรายละเอียดการติว GMAT แบบตัวต่อตัวหรือออนไลน์ พร้อมปรับตารางเรียนให้สอดคล้องกับเวลาทำงานได้ที่ หลักสูตรเตรียมสอบภาษาอังกฤษของ inlingua

ศึกษารายละเอียดและติดต่อสอบถามผ่านหน้าหลักสูตรดังกล่าว

การเริ่มเตรียมตัวจากข้อสอบฉบับปัจจุบันและวางแผนให้สอดคล้องกับรอบสมัคร จะช่วยให้ใช้เวลาเรียนอย่างมีเป้าหมาย และเตรียมองค์ประกอบอื่นของการสมัคร MBA ได้อย่างเป็นระบบ

แชร์ไปยัง:

รูปภาพของ inlingua Team

inlingua Team

inlingua Team คือทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและการสอนภาษาจาก inlingua ซึ่งเป็นองค์กรการศึกษาภาษาระดับโลกที่มีประสบการณ์กว่า 50 ปีในการพัฒนาวิธีการเรียนรู้ภาษาที่มีประสิทธิภาพ
ส่งฟอร์มติดต่อ ติดต่อผ่านไลน์ โทรสอบถาม

ลงทะเบียนทดสอบวัดระดับความรู้

จองตารางสอยทดสอบวัดระดับความรู้