ทำไมรูปแบบการเรียนถึงสำคัญ
ใครเป็นบ้าง?… พยายามเรียนภาษาอังกฤษแทบทุกวิธี ทั้งอ่านหนังสือ ดูคลิป ฟังพอดแคสต์ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่เข้าหัว หรือจำไม่ได้เลยว่าเมื่อวานเรียนอะไรไปบ้าง ความจริงแล้ว “ไม่ใช่ว่าคุณเรียนไม่เก่ง” แต่คุณอาจแค่ เรียนผิดวิธี เท่านั้นเอง เพราะแต่ละคนมี “รูปแบบการเรียนรู้ (Learning Style)” ที่แตกต่างกัน บางคนจำได้ดีเมื่อเห็นภาพ บางคนจำได้ดีเมื่อได้ฟัง บางคนจำได้ดีเมื่อได้ “ลงมือทำ” จริง ๆ ถ้าคุณใช้วิธีเรียนที่ไม่ตรงกับสไตล์ของตัวเอง ผลลัพธ์ก็มักจะเป็นแบบนี้
- เรียนหนักแต่จำไม่ได้
- รู้สึกเหนื่อยง่าย ขาดแรงจูงใจ
- เสียเวลาโดยไม่ได้ผล
- คิดว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ด้านภาษา
แต่ในความเป็นจริง…การเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผล ไม่จำเป็นต้อง “เรียนมาก” แค่ต้อง “เรียนให้ตรงกับตัวเรา” 💡 เคล็ดลับ: ก่อนจะเปลี่ยนวิธีเรียน ลองถามตัวเองก่อนว่า “ฉันเข้าใจสิ่งใหม่ได้ดีที่สุดตอนเห็น, ตอนฟัง หรือ ตอนลงมือทำ?” เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเรียนที่มีประสิทธิภาพจริง ๆ ในบทความนี้ เราจะพาไปค้นหาว่า
- รูปแบบการเรียนรู้ของคุณคือแบบไหน
- วิธีปรับการเรียนให้เหมาะกับสไตล์ของคุณ
- พร้อมเครื่องมือและเทคนิคที่ช่วยให้เรียนได้ผลจริง
อ่านเพิ่มเติม: เรียนภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัว ให้คุ้มสุด
1. รู้จัก Learning Styles
หลายคนเข้าใจผิดว่า “การเรียนภาษาอังกฤษมีวิธีเดียวที่ได้ผล” แต่ความจริงคือ ไม่มีวิธีไหนดีที่สุด มีแค่ “วิธีที่เหมาะกับเรา” มากที่สุดเท่านั้น นักจิตวิทยาด้านการเรียนรู้แบ่งรูปแบบการเรียนออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละแบบมีจุดแข็งและวิธีฝึกที่แตกต่างกัน ลองอ่านแล้วดูว่าคุณเข้ากับแบบไหนมากที่สุด
1. Visual Learners (ผู้เรียนแบบเห็นภาพ)
ลักษณะเด่น:
- จำได้ดีเมื่อเห็นภาพ วิดีโอ หรือข้อความที่จัดเป็นระเบียบ
- ชอบใช้สีในการจด ชอบดูสไลด์หรืออินโฟกราฟิก
- อ่านแล้วเข้าใจกว่าฟัง
- ชอบเห็น “ภาพรวม” ก่อนเรียนรายละเอียด
วิธีเรียนที่เหมาะกับ Visual Learners:
- ใช้ Mind Maps หรือ Diagram สรุปบทเรียน
- ทำ Flashcards มีภาพประกอบ
- ดู YouTube Videos พร้อม Subtitle
- อ่านข่าว บทความ หรือ eBook ที่มีรูปเยอะ
- เขียนโน้ตแบบมีสี เช่น สีหนึ่งใช้สำหรับคำศัพท์ อีกสีสำหรับโครงสร้างประโยค
💡 เคล็ดลับ: เวลาทบทวน ลองวาดภาพเชื่อมโยงคำศัพท์ เช่น “Food” → มีรูป bread, rice, noodles สมองจะจำภาพก่อนจำตัวอักษร ทำให้จำได้ยาวนานขึ้น
2. Auditory Learners (ผู้เรียนแบบฟัง)
ลักษณะเด่น:
- จำได้ดีเมื่อได้ยิน
- ชอบพูดซ้ำ ๆ และอธิบายสิ่งที่เรียนออกเสียง
- ฟังเพลงหรือ Podcast แล้วจำได้มากกว่าการอ่าน
- ชอบเรียนรู้ผ่านการสนทนา
วิธีเรียนที่เหมาะกับ Auditory Learners:
- ฟัง Podcast ภาษาอังกฤษ ทุกวัน เช่น BBC Learning English
- ใช้เทคนิค Shadowing (พูดตามเสียงที่ได้ยิน)
- พูดซ้ำคำศัพท์ใหม่หลายรอบ
- อ่านออกเสียงตอนท่อง grammar หรือ dialogue
- เข้าร่วม Language Exchange Group เพื่อฝึกพูดจริง
💡 เคล็ดลับ: อัดเสียงตัวเองพูด แล้วฟังซ้ำภายหลัง คุณจะได้ยินชัดเลยว่าตรงไหนยังติด หรือออกเสียงผิด
3. Kinesthetic Learners (ผู้เรียนแบบลงมือทำ)
ลักษณะเด่น:
- ต้อง “ทำจริง” ถึงจะเข้าใจ
- ไม่ชอบนั่งฟังนาน ๆ ชอบกิจกรรมที่ให้ลงมือ
- จำได้ดีตอนเขียน วาด หรือเล่นเกม
- ชอบจำจากประสบการณ์
วิธีเรียนที่เหมาะกับ Kinesthetic Learners:
- ทำ Role-play สถานการณ์จริง เช่น สั่งอาหารในร้าน หรือพูดในที่ประชุม
- ใช้ Body Movement ระหว่างพูด เช่น ทำท่าทางตามประโยค
- เขียนโน้ตเองแทนการพิมพ์
- เล่น เกมภาษาอังกฤษ เช่น Crossword หรือ Kahoot
- ใช้ Flashcards กระดาษจริง ไม่ใช่แค่ในแอป
💡 เคล็ดลับ: อย่านั่งนิ่งเกิน 30 นาที ลุกขึ้น เดินไปมา หรือพูดพร้อมขยับมือ สมองของ Kinesthetic จะจำข้อมูลได้ดีกว่าเมื่อร่างกายได้ขยับ
4. Multimodal Learners (ผู้เรียนแบบผสม)
ส่วนใหญ่ของเรามักจะเป็นแบบ “ผสม” ระหว่าง 2-3 สไตล์ อาจจะฟังได้ดีตอนเรียนกับครู แต่ชอบจดเองตอนทบทวน วิธีเรียนที่เหมาะกับ Multimodal Learners:
- อ่าน (Visual) → ฟังซ้ำ (Auditory) → เขียนสรุป (Kinesthetic)
- เรียนเนื้อหาเดียวกันในหลายรูปแบบ เช่น ดูคลิป + ฟัง Podcast + เขียนสรุปเอง
- สร้าง “รอบการเรียนรู้” ที่ใช้ทุกประสาทสัมผัส
💡 เคล็ดลับ: อย่าจำกัดตัวเองไว้แค่สไตล์เดียว ลองผสมวิธี เพราะการกระตุ้นหลายช่องทางพร้อมกันจะช่วยให้สมองจำได้แน่นกว่าเดิม อ่านเพิ่มเติม: เรียนภาษาอังกฤษแบบเข้มข้น อยากเก่งเร็วต้องทำยังไง
2. ทดสอบรูปแบบการเรียนของตัวเอง
ก่อนจะเลือกวิธีเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผล สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ “เราเป็นผู้เรียนแบบไหน?” เพราะเมื่อรู้แล้ว การเลือกสื่อ เครื่องมือ และเทคนิคจะง่ายขึ้นมาก มาลองทดสอบกันแบบสั้น ๆ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที
แบบทดสอบง่าย ๆ: ค้นหา Learning Style ของคุณ
ตอบคำถามต่อไปนี้ โดยเลือกคำตอบที่ตรงกับตัวเองมากที่สุด
- ถ้าต้องไปที่ใหม่ คุณชอบ…
- A) ดูแผนที่หรือภาพ
- B) ให้คนอธิบายทางเป็นคำพูด
- C) ขับไปเองจนจำได้
- ถ้าต้องประกอบของ คุณจะ…
- A) อ่านคู่มือก่อน
- B) ให้คนสอนหรืออธิบายให้ฟัง
- C) ลองทำเองเลย
- เวลาคุณเรียนสิ่งใหม่ ๆ คุณมักจะ…
- A) ดูวิดีโอหรือภาพสาธิตก่อน
- B) ฟังอธิบายจากครูหรือ podcast
- C) ลองทำเองทันที
- คุณจำเนื้อหาได้ดีที่สุดเมื่อ…
- A) อ่านหลายรอบ
- B) ฟังซ้ำ ๆ
- C) ใช้จริงหรือฝึกบ่อย ๆ
- เวลาว่างคุณชอบทำอะไร?
- A) ดูหนัง อ่านหนังสือ
- B) ฟังเพลง หรือคุยกับเพื่อน
- C) เล่นกีฬา ทำกิจกรรม
ผลลัพธ์ของคุณคือ…
- A มากที่สุด → Visual Learner (เรียนจากสิ่งที่เห็น)
- B มากที่สุด → Auditory Learner (เรียนจากสิ่งที่ได้ยิน)
- C มากที่สุด → Kinesthetic Learner (เรียนจากการลงมือทำ)
- ถ้ามีหลายแบบใกล้กัน → Multimodal Learner (ผสมหลายสไตล์)
💡 เคล็ดลับ: ไม่มีคำตอบถูกหรือผิด ทุกแบบดีในตัวเอง สิ่งสำคัญคือ “รู้ตัวเอง” แล้วนำผลนี้ไปใช้ปรับการเรียนให้เข้ากับธรรมชาติของเรา
3. ปรับวิธีเรียนให้เหมาะกับตัวเอง
ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าตัวเองเป็นคนเรียนรู้แบบไหน ต่อไปคือ “การปรับวิธีเรียนภาษาอังกฤษให้เข้ากับสไตล์ของตัวเอง” เพราะเมื่อคุณใช้วิธีที่เหมาะกับสมองของตัวเอง ผลลัพธ์จะเปลี่ยนทันที ทั้งเข้าใจง่ายขึ้น จำได้เร็วขึ้น และสนุกกว่าที่เคย
สำหรับ Visual Learners (เรียนจากสิ่งที่เห็น)
ในบทเรียนกับครู:
- ขอให้ครูเขียนคำศัพท์หรือโครงสร้างบนบอร์ด
- ใช้ handouts หรือ slides ประกอบการสอน
- ดูวิดีโอหรือภาพตัวอย่างสถานการณ์
- ขอให้ครูช่วยวาด diagram อธิบาย grammar
สำหรับการเรียนด้วยตัวเอง:
- อ่านบทความ หนังสือ หรือ eBook ภาษาอังกฤษ
- ใช้แอป Quizlet / Canva / Notion สร้าง flashcards มีภาพ
- ทำ mind map สรุปบทเรียน
- ใช้ sticky notes สี ๆ แปะคำศัพท์รอบบ้าน
💡 เคล็ดลับ: เวลาเรียนคำศัพท์ ให้ใช้ “ภาพ” แทนการแปล เช่น คำว่า apple → วาดรูปแอปเปิล สมองจะเชื่อมโยงได้ดีกว่าแค่เห็นคำกับความหมายภาษาไทย
สำหรับ Auditory Learners (เรียนจากการฟังและพูด)
ในบทเรียนกับครู:
- ขอให้ครูพูดอธิบายแทนการเขียน
- เน้นการสนทนา พูด-ถาม-ตอบ เยอะ ๆ
- ขอให้ครูสอนด้วยตัวอย่างบทสนทนา
- อัดเสียงบทเรียนไว้ฟังซ้ำภายหลัง
สำหรับการเรียนด้วยตัวเอง:
- ฟัง podcast ภาษาอังกฤษทุกวัน เช่น BBC, All Ears English
- ฟัง audiobooks ตอนเดินทาง
- ใช้เทคนิค Shadowing (พูดตามเสียงต้นฉบับ)
- พูดอธิบายสิ่งที่เรียนให้ตัวเองฟัง
💡 เคล็ดลับ: สร้างเพลย์ลิสต์ “English Only” ไว้ใน Spotify หรือ YouTube เปิดตอนอาบน้ำ เดินทาง หรือออกกำลังกาย จะได้ฝึกฟังแบบไม่รู้ตัวทุกวัน
สำหรับ Kinesthetic Learners (เรียนจากการลงมือทำ)
ในบทเรียนกับครู:
- ขอให้ครูทำกิจกรรม role-play เช่น สั่งอาหารในร้าน พูดในที่ประชุม
- ใช้เกมหรือกิจกรรมภาษาอังกฤษ
- ยืนพูด เดินไปเดินมาแทนการนั่งนิ่ง ๆ
- ทำภารกิจจำลอง เช่น present หน้าชั้น
สำหรับการเรียนด้วยตัวเอง:
- เขียนคำศัพท์ลงในกระดาษด้วยมือ (ไม่พิมพ์)
- ฝึกพูดหน้ากระจก พร้อมแสดงท่าทาง
- สร้าง flashcards กระดาษ แล้วจัดหมวดด้วยตัวเอง
- ฝึกในสถานการณ์จริง เช่น พูดกับพนักงานร้านกาแฟ
💡 เคล็ดลับ: ถ้าคุณเป็นคนลงมือทำ ลอง “ผสมภาษาอังกฤษกับกิจวัตรประจำวัน” เช่น สั่งอาหารเป็นภาษาอังกฤษกับเพื่อน หรือพูดกับตัวเองตอนทำกับข้าว
สำหรับ Multimodal Learners (เรียนแบบผสม)
คุณคือคนที่ยืดหยุ่น ใช้หลายรูปแบบผสมกันแล้วได้ผลดีที่สุด เทคนิค Multi-Sensory Learning:
- อ่านข่าวภาษาอังกฤษ (Visual)
- ฟัง podcast หัวข้อเดียวกัน (Auditory)
- เขียนสรุปสิ่งที่ฟัง (Kinesthetic)
- อธิบายออกเสียงให้ตัวเองฟังอีกที (Auditory + Kinesthetic)
💡 เคล็ดลับ: เลือกเรียนหัวข้อเดียวกันในหลายรูปแบบ เช่น เรียนคำว่า presentation → ดูคลิป / ฟังตัวอย่างเสียง / เขียนลงสมุด / เล่นบทบาทจำลอง ผลลัพธ์คือจำได้นานและเข้าใจลึกกว่าการเรียนทางเดียว อ่านเพิ่มเติม: เรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง กลยุทธ์ที่ใช้ได้ผล
4. การเรียนตัวต่อตัวตอบโจทย์ทุก Learning Style
รู้หรือไม่ว่า… คนที่เรียนภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัว มักจะเจอ “รูปแบบการสอน” ที่เข้ากับตัวเองโดยไม่ต้องพยายามมากเลย เพราะครูสามารถ ปรับเนื้อหา วิธีสอน และกิจกรรมให้ตรงกับสไตล์ของผู้เรียน แบบเรียลไทม์ได้ทันที
ทำไมคลาสตัวต่อตัวถึงเหมาะกับทุกสไตล์
สำหรับ Visual Learners
- ครูใช้ ภาพ แผนภูมิ และสไลด์ ช่วยอธิบาย
- มี handouts สีสันชัดเจน สำหรับทบทวน
- ใช้ วิดีโอประกอบการสอน เพื่อเห็นสถานการณ์จริง
- แนะนำเว็บไซต์หรือ YouTube channels ที่เน้นภาพและ subtitle
💡 เคล็ดลับ: ขอให้ครูช่วยทำ “Visual Summary” สั้น ๆ หลังจบบทเรียน เช่น แผนภาพหรือ mind map จะช่วยจำได้ยาวขึ้น
สำหรับ Auditory Learners
- ครูเน้น พูดคุยและอธิบายด้วยเสียง มากกว่าเขียน
- ใช้การ ถาม-ตอบ เพื่อกระตุ้นการฟังและพูด
- ให้คุณฝึก ออกเสียงและ Shadowing ในคลาส
- แนะนำ podcast หรือคลิปเสียงตามหัวข้อที่เรียน
💡 เคล็ดลับ: หลังจบบทเรียน ลองอัดเสียงสรุปสิ่งที่เรียนวันนี้ไว้ฟังซ้ำตอนขับรถหรือเดินทาง – จะช่วยให้จำแม่นขึ้นแบบไม่รู้ตัว
สำหรับ Kinesthetic Learners
- ครูจัด กิจกรรม Role-play และ Simulation ให้คุณได้ลงมือพูดจริง
- ใช้ เกมภาษาอังกฤษ เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน
- ให้คุณ ลุกขึ้น เคลื่อนไหว ขณะฝึกพูด ไม่ต้องนั่งนิ่ง
- ฝึกใช้ภาษาในสถานการณ์จำลอง เช่น ร้านอาหาร สนามบิน หรือที่ทำงาน
💡 เคล็ดลับ: ถ้าเบื่อการนั่งเรียน ลองเปลี่ยนบรรยากาศ เรียนในคาเฟ่ เดินพูดไปด้วย หรือเรียนแบบ Outdoor session ก็ได้
สำหรับ Multimodal Learners
- ครูใช้วิธี ผสมทุกสไตล์ – ทั้งพูด ฟัง ดูภาพ และลงมือทำ
- บทเรียนประกอบด้วย video + conversation + writing
- สลับรูปแบบการสอนทุกคาบ เพื่อไม่ให้เบื่อ
- ช่วยออกแบบ “ชุดกิจกรรมเรียนรู้ส่วนตัว” ที่ครบทุกมิติ
💡 เคล็ดลับ: ขอให้ครูช่วยทำ Learning Plan แบบ 3 ช่อง – ฟัง / พูด / เขียน – แล้วเติมกิจกรรมที่เหมาะกับคุณในแต่ละส่วน
inlingua Method = Multi-sensory Approach ที่ครบที่สุด
ระบบการสอนของ inlingua ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกประเภท เพราะเราใช้แนวคิด Multi-sensory Learning กระตุ้นทุกประสาทสัมผัส ทั้งการฟัง (Auditory) การดู (Visual) และการลงมือทำ (Kinesthetic) คุณจะได้:
- ครู Native Speaker ที่เข้าใจสไตล์การเรียนของแต่ละคน
- เนื้อหาที่ปรับตามระดับและความต้องการจริง
- บรรยากาศเรียนสนุก ไม่กดดัน
- ผลลัพธ์ที่วัดได้ชัดเจนในเวลาไม่นาน
💡 เคล็ดลับ: ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะกับสไตล์ไหน สามารถเริ่มจากการเรียนทดลอง (Trial Class) ที่ inlingua เพื่อให้ครูช่วยวิเคราะห์ Learning Style ของคุณได้ฟรี
เรียนแบบที่เหมาะกับตัวเอง คือทางลัดสู่ความสำเร็จ
การเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณเรียนมากแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่า “คุณเรียนอย่างเข้าใจตัวเองหรือเปล่า” เพราะเมื่อคุณรู้จัก รูปแบบการเรียนรู้ (Learning Style) ของตัวเอง และปรับวิธีเรียนให้เหมาะ สมองจะเปิดรับข้อมูลได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า
3 Learning Styles หลักที่ควรรู้
| รูปแบบ | ลักษณะเด่น | วิธีเรียนที่เหมาะ |
|---|---|---|
| Visual | เห็นแล้วจำ | ใช้ภาพ, วิดีโอ, แผนภูมิ, สีสันช่วยจำ |
| Auditory | ฟังแล้วจำ | ฟัง podcast, พูดออกเสียง, อัดเสียงตัวเอง |
| Kinesthetic | ทำแล้วจำ | Role-play, เขียนด้วยมือ, ฝึกในสถานการณ์จริง |
ส่วนใครที่มีหลายสไตล์รวมกัน (Multimodal) ก็ไม่ต้องห่วง เพราะยิ่งคุณใช้หลายวิธีผสมกัน สมองยิ่งเชื่อมโยงได้ลึก และจำได้ยาวนานขึ้น อ่านเพิ่มเติม: ข้อดีของการเรียนภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัว
5 ขั้นตอนปรับการเรียนให้เหมาะกับตัวเอง
- ค้นหาสไตล์ของตัวเอง ด้วยแบบทดสอบง่าย ๆ
- เลือกสื่อและเครื่องมือ ที่ตรงกับสไตล์ เช่น flashcards, podcasts หรือบทความ
- ปรับวิธี self-study เช่น ฟังมากขึ้น อ่านมากขึ้น หรือฝึกพูดบ่อยขึ้น
- แจ้งครูของคุณ ให้รู้ว่าสไตล์แบบไหนที่คุณถนัด เพื่อให้ครูช่วยออกแบบการสอนให้
- ผสมหลายวิธีเข้าด้วยกัน เพื่อให้สมองทำงานครบทุกด้าน
💡 เคล็ดลับ: อย่าพยายามฝืนใช้วิธีที่ไม่เหมาะกับตัวเอง เริ่มจากสิ่งที่ “เป็นธรรมชาติ” สำหรับคุณก่อน แล้วค่อยต่อยอด
เรียนกับครูที่เข้าใจ Learning Style ของคุณ ที่ inlingua
ที่ inlingua ครูทุกคนผ่านการฝึกอบรมตาม inlingua Method ซึ่งเน้น “สอนตามสไตล์ของผู้เรียน” ไม่ใช่สอนตามตำราเดียวกันทั้งหมด สิ่งที่คุณจะได้จากการเรียนที่นี่:
- ครู Native Speaker ที่ปรับรูปแบบการสอนตามผู้เรียน
- ใช้ Multi-sensory Learning – ฟัง, พูด, ดู, และลงมือทำ
- แผนการเรียนเฉพาะบุคคล (Personalised Learning Plan)
- การติดตามผลและ feedback อย่างต่อเนื่อง
อย่าปล่อยให้การเรียนภาษาอังกฤษกลายเป็นเรื่องยาก เริ่มจากการเข้าใจ “ตัวเอง” แล้วเลือกวิธีที่เหมาะที่สุด หรือเลือกเรียนภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัวกับเรา เพราะการเรียนที่เข้ากับคุณ = การพัฒนาอย่างแท้จริง เริ่มต้นคลาสทดลองฟรีวันนี้ได้ที่:
- Line: @inlinguathailand
- Email: [email protected]
- เว็บไซต์: https://www.inlinguabangkok.com/
แวะมาที่สาขาใกล้คุณ เพื่อวางแผนเริ่มต้นกับครูผู้เชี่ยวชาญ หรือจอง Free Consultation เพื่อสร้างแผน Self-Study ส่วนตัวกับที่ปรึกษา inlingua ได้เลย




