อยากเก่งภาษาอังกฤษเร็วต้องทำยังไง ? วิธีเรียนภาษาอังกฤษแบบเข้มข้น

intensive english course fast improvement inlingua
เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน แสดง

เมื่อไหร่ควรเรียนแบบเข้มข้น

คุณเคยมีช่วงเวลาที่ “อยากเก่งภาษาอังกฤษให้เร็วที่สุด” ไหม? เพราะอีกไม่กี่เดือนต้องสอบ ต้องไปต่างประเทศ หรือเริ่มงานใหม่ที่ต้องใช้ภาษา ในช่วงแบบนี้เวลามักเดินเร็วกว่าที่คิด เช่น…

  • ต้องสอบ IELTS / TOEIC ภายใน 2-3 เดือน
  • กำลังจะไปเรียนต่อหรือย้ายงานต่างประเทศ
  • เพิ่งได้งานใหม่ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษทุกวัน
  • มีพรีเซนต์ใหญ่ที่ต้องพูดกับชาวต่างชาติ

ในสถานการณ์แบบนี้ “เรียนแบบค่อยเป็นค่อยไป” อาจไม่ทันการ สิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุดคือ การเรียนภาษาอังกฤษแบบเข้มข้น (Intensive English Program) ซึ่งจะช่วยให้คุณ “เห็นผลภายในเวลาอันสั้น” โดยอาศัยความถี่และความต่อเนื่องสูงสุด

ต่างกันยังไง ระหว่าง Regular กับ Intensive?

ลักษณะ Regular Intensive
ความถี่ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ 4-7 ครั้ง/สัปดาห์
ชั่วโมงเรียน/สัปดาห์ 3-5 ชม. 10-20 ชม.
ระยะเวลาเรียน 6-12 เดือน 1-3 เดือน
ระดับความเข้มข้น ปานกลาง สูงมาก
ผลลัพธ์ พัฒนาเรื่อย ๆ เห็นผลเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์

💡 เคล็ดลับ: ถ้ามีเวลาไม่มาก แต่อยากพัฒนาแบบก้าวกระโดด ให้เลือก “ช่วงเวลา 3 เดือน” แล้วทุ่มเต็มที่ คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนทั้งการพูด ฟัง และความมั่นใจ อ่านเพิ่มเติม: เรียนภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัว ให้คุ้มสุด

1. แผนการเรียนเข้มข้น 30 / 60 / 90 วัน

อยากเก่งภาษาอังกฤษเร็วแบบเห็นผล ต้องมี “แผนที่ชัดเจน” และ “ทำจริงทุกวัน” ส่วนนี้คือแผนเข้มข้น 3 ระดับ เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาต่างกัน แต่ต้องการผลลัพธ์ไว

แผน 30 วัน – ปูพื้นฐานให้แน่นก่อน

เป้าหมาย: วางฐาน Grammar และ Vocabulary และสร้างนิสัยเรียนทุกวัน สัปดาห์ที่ 1-2: ปรับพื้นฐานและสร้างระบบ Grammar & Structure:

  • ทบทวน tense หลัก 12 แบบ
  • ฝึกเรียงประโยคจากง่าย → ซับซ้อน
  • เรียนกับครู 5 วัน/สัปดาห์ (วันละ 90 นาที)

Vocabulary:

  • เรียนคำศัพท์ใหม่ 30-40 คำ/วัน (รวม 900-1,200 คำในเดือนเดียว)
  • โฟกัสคำที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน
  • ใช้แอป Anki หรือ Quizlet เพื่อทบทวนทุกวัน

Listening & Speaking:

  • ฟัง podcast วันละ 30 นาที
  • ฝึก shadowing ประโยคสั้น ๆ 10-15 นาที/วัน
  • พูดกับตัวเองเป็นภาษาอังกฤษเวลาอยู่คนเดียว

ตัวอย่างตารางเรียนวันธรรมดา:

เวลา กิจกรรม
06:30-07:00 ทบทวนคำศัพท์ด้วย Anki
12:00-12:30 อ่านข่าวภาษาอังกฤษ
18:00-19:30 เรียนกับครู
20:00-20:30 ทำการบ้านและทบทวน
21:00-21:15 Shadowing / ออกเสียง

💡 เคล็ดลับ: อย่ากลัวคำว่า “เข้มข้น” เริ่มจาก 2-3 ชั่วโมงต่อวันก็พอ แต่ต้อง “ทุกวัน” Consistency สำคัญกว่าความยาวเวลา

แผน 60 วัน – พัฒนาให้คล่องขึ้น

เป้าหมาย: พูดและฟังได้คล่องขึ้น และเขียนได้ถูกต้องขึ้น สัปดาห์ที่ 5-6: ยกระดับทักษะ Grammar & Speaking Grammar ที่ควรโฟกัส:

  • Conditional sentences (If…)
  • Passive voice
  • Reported speech
  • Relative clauses

Speaking:

  • พูดกับครูทุกวันอย่างน้อย 90 นาที
  • ฝึก Presentation / Conversation
  • บันทึกเสียงตัวเองและฟังซ้ำ

Listening & Vocabulary:

  • ฟัง TED Talks หรือพอดแคสต์ native speed
  • เพิ่มคำศัพท์เฉพาะด้าน เช่น ธุรกิจ การเดินทาง หรือการสอบ

สัปดาห์ที่ 7-8: ใช้จริงในชีวิตประจำวัน

  • Role-play สถานการณ์จริง เช่น โทรศัพท์ คุยงาน หรือออกความคิดเห็น
  • เขียนอีเมล รายงาน หรือบันทึกสั้น ๆ ทุกวัน
  • พูดกับ language partner 3-4 ครั้ง/สัปดาห์

💡 เคล็ดลับ: ถ้ารู้สึกเริ่มชะล่าใจ ให้ลอง “อัดเสียงตัวเอง” ตอนพูด คุณจะเห็นได้เลยว่าเดือนก่อนกับตอนนี้ต่างกันมากแค่ไหน

แผน 90 วัน – เปลี่ยนจากพื้นฐานสู่ความมั่นใจ

เป้าหมาย: ใช้ภาษาได้คล่องและมั่นใจในทุกสถานการณ์ สัปดาห์ที่ 9-10: เจาะลึกตามเป้าหมายของตัวเอง

  • เตรียมสอบ IELTS/TOEIC → ฝึกทำข้อสอบเต็มรูปแบบ
  • ทำงาน → ฝึก Business English เช่น Presentations, Meetings
  • เรียนต่อ → ฝึก Academic Writing, Reading, Research Skills

Speaking (ขั้นสูง):

  • ฝึกพูดหัวข้อ abstract เช่น ความคิด ความเห็น และวิเคราะห์สถานการณ์
  • ถกเถียง Debate กับครูหรือเพื่อน
  • พูดโดย “คิดเป็นภาษาอังกฤษ” ทั้งหมด

สัปดาห์ที่ 11-12: สรุปและทดสอบ

  • ทำ Mock test ทุกสัปดาห์
  • ทบทวนเนื้อหาทั้งหมด
  • ให้ครู feedback รายละเอียดในทุกทักษะ

ผลลัพธ์หลัง 90 วัน: Before: A2 (Elementary) After: B1+ หรือ B2 (Intermediate ถึง Upper-intermediate) พูดคล่องขึ้น ฟังเข้าใจมากขึ้น และกล้าใช้ภาษาจริงในทุกสถานการณ์ 💡 เคล็ดลับ: ตั้ง “Checkpoint” ทุก 2 สัปดาห์ เช่น ทำคลิปสั้นพูดหัวข้อเดิม แล้วดูย้อนหลัง คุณจะเห็นพัฒนาการของตัวเองชัดกว่าการวัดจากคะแนน

2. เทคนิคการเรียนเร่งรัดที่ได้ผลจริง

การเรียนภาษาอังกฤษแบบเข้มข้นไม่ใช่แค่ “เรียนเยอะ” แต่คือ “เรียนให้ถูกวิธี” ส่วนนี้คือเทคนิคที่คนเรียนเร็วใช้จริง ช่วยให้จำได้เร็ว ใช้ได้ไว และไม่เหนื่อยเกินไป

1. Immersion – จมอยู่ในภาษา 24 ชั่วโมง

อยากเก่งเร็ว ต้อง “อยู่กับภาษาอังกฤษตลอดเวลา” ไม่ใช่แค่ตอนเรียน แต่รวมถึงกิจวัตรทุกอย่างในชีวิต วิธีทำง่ายๆ: ที่บ้าน:

  • เปลี่ยนโทรศัพท์ คอมพ์ และโซเชียลให้เป็นภาษาอังกฤษ
  • ฟังเพลง ดูซีรีส์แบบ English subtitle
  • ติดคำศัพท์ไว้รอบบ้าน เช่น mirror, door, refrigerator

ระหว่างเดินทาง:

  • ฟัง podcast หรือ audiobook
  • พูดกับตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ เช่น “I’m walking to work”, “The weather is so nice today.”

ที่ทำงาน/เรียน:

  • เขียนโน้ตเป็นภาษาอังกฤษ
  • ลองพูดกับเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ
  • อ่านข่าวหรืออีเมลภาษาอังกฤษทุกวัน

💡 เคล็ดลับ: ยิ่งคุณ “ได้ยินและเห็นภาษาอังกฤษมากเท่าไหร่” สมองจะเริ่มปรับโหมดอัตโนมัติ เหมือนเราอยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเลย

2. Spaced Repetition – ทบทวนแบบมีจังหวะ

อย่าแค่ท่องจำ ต้อง “ทบทวนอย่างเป็นระบบ” เพราะสมองคนเราจะลืมข้อมูลถ้าไม่ถูกเรียกใช้ซ้ำๆ เครื่องมือแนะนำ:

  • Anki หรือ Quizlet ระบบ flashcards ที่จัดการเวลาทบทวนให้อัตโนมัติ
  • คำที่จำได้ดี → จะถูกทวนห่างขึ้น
  • คำที่ลืม → จะถูกทวนถี่ขึ้น

ตัวอย่าง: วันที่ 1: เรียนคำใหม่ 30 คำ วันที่ 2: ทบทวนคำเก่า + เพิ่มคำใหม่อีก 30 วันที่ 10: จะได้คำศัพท์สะสมกว่า 300 คำ และจำได้ยาวนานกว่าการท่องปกติ 💡 เคล็ดลับ: ตั้งเวลา “15 นาที” หลังอาหารเช้าหรือก่อนนอน เพื่อทบทวนคำศัพท์ทุกวัน อย่าข้ามแม้แต่วันเดียว

3. Active Recall – ทดสอบตัวเองบ่อยๆ

วิธีจำที่ดีที่สุดคือ “การพยายามระลึกเอง” ไม่ใช่อ่านซ้ำ เพราะทุกครั้งที่สมองต้องดึงข้อมูลออกมาใช้ มันจะจำแน่นขึ้น ทำได้ง่ายมาก:

  • ปิดหนังสือ → เขียนสิ่งที่จำได้ลงในกระดาษ
  • ถามตัวเอง เช่น “What did I learn today?”
  • อธิบายบทเรียนให้เพื่อน (หรือพูดกับตัวเองก็ได้)
  • ทำ mini quiz ทุกสัปดาห์

💡 เคล็ดลับ: การ “เขียนอธิบาย” สิ่งที่เรียนไป คือการบังคับให้สมองเข้าใจจริง ไม่ใช่แค่จำผ่านๆ

4. Total Physical Response (TPR) – ใช้ร่างกายช่วยจำ

เทคนิคยอดฮิตสำหรับคนที่เบื่อง่าย โดยเฉพาะ Kinesthetic learners เพราะเมื่อร่างกายได้ขยับ สมองจะจำคำศัพท์หรือประโยคได้เร็วขึ้น ตัวอย่าง:

  • คำว่า “jump” → กระโดดจริงๆ พร้อมพูด “jump”
  • คำว่า “write” → ทำท่าเขียนในอากาศพร้อมพูด “write”
  • คำว่า “open the door” → ทำท่าเปิดประตูจริง

💡 เคล็ดลับ: ใช้เทคนิคนี้เวลาเรียนกับเด็กก็ได้ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ที่ต้องการ “จำเร็วขึ้น” มันช่วยให้สมองเชื่อมโยงภาพ เสียง และการเคลื่อนไหวพร้อมกัน

5. Output-Heavy Practice – ใช้ภาษามากกว่าฟัง

หลายคน “เรียนเยอะ ฟังเยอะ” แต่ไม่พูด ไม่เขียน ผลคือเข้าใจเยอะ แต่พูดไม่ออก Intensive learning ต้องเน้น Output 60% ของเวลาเรียน กิจกรรมที่ควรทำ:

  • พูดกับครูทุกวัน 1-2 ชั่วโมง
  • เขียน journal หรือโพสต์สั้นๆ บนโซเชียลภาษาอังกฤษ
  • Record ตัวเองพูดหัวข้อสั้นๆ ทุกวัน
  • สรุปสิ่งที่เรียนออกเสียงแทนการอ่านเงียบ

💡 เคล็ดลับ: ไม่ต้องกลัวพูดผิด ยิ่งพูดเยอะ ครูจะมีโอกาสช่วยแก้ให้เร็วขึ้น และคุณจะเห็นพัฒนาการชัดภายใน 2-3 สัปดาห์

6. Fixed Time Blocking – จัดเวลาอย่างเป็นระบบ

ถ้าอยากเรียนแบบเข้มข้นโดยไม่ล้มกลางทาง ต้องมี “ตารางเรียนที่ชัดเจน” แบ่งวันให้เหมาะกับพลังและตารางชีวิต ตัวอย่างตารางสำหรับคนทำงาน:

เวลา กิจกรรม
06:00-06:30 ทบทวนคำศัพท์ด้วย Anki
07:00-07:30 ฟัง podcast ระหว่างเดินทาง
12:00-12:30 อ่านข่าวภาษาอังกฤษ
18:00-19:30 เรียนกับครู
20:00-21:00 เขียน journal / ทำการบ้าน
21:30-22:00 Review + เตรียมบทเรียนพรุ่งนี้

💡 เคล็ดลับ: อย่ารอ “อารมณ์อยากเรียน” เพราะมันจะไม่มาทุกวัน แต่ถ้าคุณตั้งเวลาแน่นอน สมองจะเริ่มจดจำจังหวะ และจะกลายเป็นนิสัยใน 3 สัปดาห์ อ่านเพิ่มเติม: ปรับวิธีเรียนภาษาอังกฤษ ให้เหมาะกับรูปแบบตัวเอง

3. ความท้าทายและวิธีรับมือ

การเรียนภาษาอังกฤษแบบเข้มข้นเป็นทางลัดที่ได้ผลเร็ว แต่ก็แลกมาด้วย “แรง” และ “วินัย” ที่สูงกว่าปกติ หลายคนเริ่มต้นด้วยไฟแรง แต่พอผ่านไป 2-3 สัปดาห์ ก็เริ่มเหนื่อย หมดแรง หรือรู้สึกว่าก้าวหน้าไม่พอ ส่วนนี้คือแนวทางรับมือกับปัญหาที่เจอบ่อยที่สุด พร้อมวิธีแก้ที่ใช้ได้จริง

1. เหนื่อยและ Burnout

สาเหตุที่พบบ่อย:

  • เรียนหนักเกินไปโดยไม่มีเวลาพัก
  • ไม่มีความสมดุลระหว่างงานกับการเรียน
  • เครียดจากความคาดหวังสูงเกินไป

วิธีรับมือ:

  • จัดตารางพักอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์
  • นอนให้ครบ 7-8 ชั่วโมง
  • ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น เดิน วิ่ง หรือโยคะ
  • หาเวลาผ่อนคลาย เช่น ดูหนัง ฟังเพลง หรือเจอเพื่อน

💡 เคล็ดลับ: อย่าพยายาม “เรียนให้ครบทุกวัน” จนร่างพัง เพราะสมองที่เหนื่อยจะจำอะไรไม่ได้อยู่ดี ให้เรียนวันละน้อยแต่สม่ำเสมอ ดีกว่าอัดแน่นจนหมดแรง

2. รู้สึกว่าความก้าวหน้าช้ากว่าที่คาด

สาเหตุ:

  • ตั้งเป้าสูงเกินไปในระยะสั้น
  • ใช้วิธีเรียนที่ไม่เหมาะกับตัวเอง
  • ขาด feedback จากครูหรือเพื่อน

วิธีแก้:

  • ตั้งเป้าหมายเป็นระยะสั้น เช่น “พูดหัวข้อหนึ่งได้ใน 5 นาที”
  • บันทึกเสียงตัวเองทุกสัปดาห์ เพื่อดูพัฒนา
  • ขอ feedback จากครูหรือ language partner
  • เปลี่ยนวิธีเรียน ถ้าเรียนแต่ Grammar ให้เพิ่ม Speaking

💡 เคล็ดลับ: ให้มองความก้าวหน้าแบบ “สะสมทีละน้อย” เช่น วันนี้พูดได้เพิ่มอีก 5 คำพรุ่งนี้อีก 10 คำ เพราะการพัฒนาแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้เก่งขึ้นจริงในระยะยาว

3. ขาดแรงจูงใจ

สาเหตุ:

  • ไม่เห็นผลลัพธ์เร็วพอ
  • รู้สึกเรียนอยู่คนเดียว
  • ลืมเป้าหมายตั้งต้นไปแล้ว

วิธีแก้:

  • หาเพื่อนเรียนหรือ partner ที่ช่วยกันเตือน
  • ทำ checklist หรือบันทึก progress ทุกสัปดาห์
  • ให้รางวัลตัวเองเมื่อถึง milestone
  • ดูคลิปหรืออ่านบทความของคนที่เคยผ่านเส้นทางเดียวกัน

💡 เคล็ดลับ: แรงจูงใจไม่ได้มาจากความรู้สึก แต่มาจาก “การเห็นผลเล็ก ๆ” แค่เห็นว่าตัวเองพูดได้มากขึ้นนิดเดียว ก็เพียงพอให้เดินหน้าต่อแล้ว

4. ไม่มีเวลาเรียนพอ

ปัญหาคลาสสิกของคนทำงานหรือเรียนไปด้วย แต่จริง ๆ แล้ว “เวลา” ไม่ใช่ปัญหาหลัก การจัดลำดับความสำคัญต่างหาก แนวทางแก้แบบได้ผล:

  • ตื่นเช้าเพิ่ม 30 นาที เพื่อฝึกฟังหรือท่องศัพท์
  • ใช้เวลารถติดหรือเดินทางฟัง podcast
  • ลดเวลาโซเชียล 30 นาที/วัน
  • ตั้งเป้า “เรียนสั้นแต่ทุกวัน” เช่น 15-20 นาที

💡 เคล็ดลับ: ถ้าคุณจัดเวลาได้ดี 3 เดือนของการเรียนเข้มข้นจะเปลี่ยนชีวิตคุณได้ เพราะทุกนาทีที่ลงทุนไป จะสะสมเป็นทักษะที่ติดตัวตลอดไป อ่านเพิ่มเติม: แก้จุดอ่อนภาษาอังกฤษเฉพาะจุด เน้นที่ต้องปรับปรุง

4. กรณีศึกษาจากนักเรียนจริง

อยากรู้ไหมว่าคนที่เรียนแบบเข้มข้นจริง ๆ เขาทำกันยังไง และผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบไหน? นี่คือตัวอย่างจากนักเรียนสองคนที่เลือก “เส้นทางเร่งรัด” แล้วเห็นผลภายในไม่กี่เดือน

Case Study 1: แอน – เตรียมสอบ IELTS ภายใน 10 สัปดาห์

โปรไฟล์:

  • อายุ 24 ปี
  • เตรียมเรียนต่อที่สหราชอาณาจักร
  • เริ่มจากระดับ B1 (IELTS 5.5)
  • เป้าหมาย: IELTS 7.0
  • มีเวลาเตรียมตัว 2 เดือนครึ่ง

แผนที่ใช้:

  • สัปดาห์ 1-4 → วางพื้นฐาน Grammar + Vocabulary
  • สัปดาห์ 5-8 → เพิ่มความถี่การพูด + ทำ Mock test
  • สัปดาห์ 9-10 → ฝึกเฉพาะจุดที่ยังอ่อน เช่น Writing Task 2

กิจวัตรประจำวัน:

เวลา กิจกรรม
08:00-10:00 เรียนกับครู (IELTS Skills)
12:00-13:00 ทำข้อสอบ Listening
18:00-19:30 ฝึก Writing & Grammar
20:00-21:00 Speaking กับครู/เพื่อนต่างชาติ

ผลลัพธ์: จาก IELTS 5.5 → สอบได้ 7.5 ภายใน 10 สัปดาห์ Listening: 8.0 | Reading: 8.0 | Writing: 6.5 | Speaking: 7.0 คำพูดจากแอน: “ตอนแรกคิดว่าคงไม่ทัน แต่พอได้เรียนแบบเข้มข้นกับครูที่จับจุดอ่อนตรง ๆ ผลสอบออกมาเกินคาดจริง ๆ” 💡 เคล็ดลับจากแอน: ใช้วิธี “พูดออกเสียงทุกครั้งที่อ่าน” และ “สรุปสิ่งที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษทุกวัน” ช่วยให้สมองจำเร็วขึ้นและใช้ได้จริงในห้องสอบ

Case Study 2: มาร์ค – เตรียมทำงานต่างประเทศ

โปรไฟล์:

  • อายุ 32 ปี
  • ได้งานใหม่ที่สิงคโปร์
  • เริ่มจากระดับ A2
  • เป้าหมาย: ใช้ Business English ได้คล่องก่อนเริ่มงานใน 3 เดือน

แผนที่ใช้:

  • เดือนที่ 1 → ปรับพื้นฐาน Grammar และคำศัพท์เชิงธุรกิจ
  • เดือนที่ 2 → ฝึก Email / Presentation / Meeting Simulation
  • เดือนที่ 3 → Focus สถานการณ์จริง เช่น โทรศัพท์ คุยงาน เจรจา

กิจวัตร:

เวลา กิจกรรม
07:00-07:30 ฟัง podcast “Business English Pod”
18:00-19:30 เรียนกับครู (5 วัน/สัปดาห์)
21:00-21:30 เขียนอีเมล / Review feedback

ผลลัพธ์: จากระดับ A2 → B1+ ภายใน 12 สัปดาห์ พูดในที่ประชุมได้ เข้าใจเนื้อหาการทำงานทั้งหมด คำพูดจากมาร์ค: “inlingua ช่วยออกแบบแผนให้ตรงกับงานจริง ๆ ไม่เสียเวลาเรียนเรื่องที่ไม่ได้ใช้” 💡 เคล็ดลับจากมาร์ค: เวลาฝึกพูด ให้จำลองสถานการณ์จริง เช่น โทรหาลูกค้า พูดต่อหน้ากลุ่ม มันทำให้มั่นใจขึ้นเร็วมาก

คุณพร้อมสำหรับ Intensive Learning หรือยัง?

ถ้าคุณอยากเห็น “ผลลัพธ์เร็ว” จากการเรียนภาษาอังกฤษ อยากพูดได้จริง เขียนได้ทัน หรือเข้าใจเจ้าของภาษามากขึ้นในเวลาไม่กี่เดือน การเรียนแบบเข้มข้น (Intensive English) คือคำตอบที่ใช่ที่สุด

เหมาะกับคุณ ถ้า…

  • มีเป้าหมายชัดเจน เช่น สอบ IELTS / TOEIC / ไปต่างประเทศ / ใช้ในการทำงาน
  • พร้อมทุ่มเวลา 4-6 ชั่วโมงต่อวัน หรือมากกว่า
  • มีวินัยและแรงจูงใจสูง
  • ต้องการผลลัพธ์ชัดใน 1-3 เดือน

อาจยังไม่เหมาะ ถ้า…

  • ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร
  • มีเวลาเรียนไม่ถึง 2 ชั่วโมงต่อวัน
  • อยากเรียนแบบสบาย ๆ ไม่เร่งรีบ
  • ไม่พร้อมปรับตารางชีวิตตอนนี้

💡 เคล็ดลับ: ก่อนเริ่ม ให้ประเมินตัวเองก่อนว่า “พร้อมจะ commit แค่ไหน?” เพราะ Intensive Program ไม่ใช่แค่เรียนเยอะ แต่ต้อง “อยู่กับภาษาอังกฤษทุกวัน”

3 ขั้นตอนเริ่มต้นง่าย ๆ

  1. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ต้องการสอบ IELTS 7.0 ภายใน 3 เดือน หรือพูดนำเสนอได้ภายใน 8 สัปดาห์
  2. จัดตารางเวลาให้แน่นอน เลือกช่วงเวลาที่ทำได้จริง เช้า กลางวัน หรือหลังเลิกงาน แล้วทำให้เป็น “กิจวัตร”
  3. หาครูหรือโรงเรียนที่รองรับ Intensive Program ครูที่ดีจะช่วยออกแบบแผนเฉพาะตัว และคอยตรวจผลให้คุณเดินไปถูกทาง

Intensive Course ที่ inlingua

ถ้าคุณอยากเริ่มแบบไม่ต้องวางแผนเองทั้งหมด ที่ inlingua มีโปรแกรม Intensive English สำหรับเรียนภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัว ที่ออกแบบมาสำหรับคนที่ต้องการเห็นผลในระยะสั้น สิ่งที่คุณจะได้รับ:

  • เรียนได้ทุกวัน หรือเลือก 5-6 วัน/สัปดาห์
  • ครู Native Speaker ตัวจริง พร้อมดูแลแบบตัวต่อตัว
  • ปรับแผนเฉพาะตามเป้าหมาย (สอบ / ทำงาน / ใช้ในชีวิตจริง)
  • มีระบบติดตามความก้าวหน้าทุกสัปดาห์
  • Feedback ทันทีหลังเรียนทุกครั้ง

สนใจเริ่มโปรแกรม Intensive วันนี้

แวะมาที่ สาขาใกล้คุณ เพื่อวางแผนเริ่มต้นกับครูผู้เชี่ยวชาญ หรือจอง Free Consultation เพื่อสร้างแผน Self-Study ส่วนตัวกับที่ปรึกษา inlingua ได้เลย

แชร์ไปยัง:

รูปภาพของ inlingua Team

inlingua Team

inlingua Team คือทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและการสอนภาษาจาก inlingua ซึ่งเป็นองค์กรการศึกษาภาษาระดับโลกที่มีประสบการณ์กว่า 50 ปีในการพัฒนาวิธีการเรียนรู้ภาษาที่มีประสิทธิภาพ
ส่งฟอร์มติดต่อ ติดต่อผ่านไลน์ โทรสอบถาม

ลงทะเบียนทดสอบวัดระดับความรู้

จองตารางสอยทดสอบวัดระดับความรู้